Probiotics : จุลินทรีย์ตัวจิ๋วแต่แจ๋ว ที่มาพร้อมกับบทบาทสำคัญต่อสุขภาพร่างกาย

ในยุคที่ผู้คนหันมาใส่ใจสุขภาพกันมากขึ้น คำว่า "โพรไบโอติกส์" (Probiotics) ได้กลายเป็นคำที่คุ้นหูคุ้นตา ไม่ว่าจะจากสื่อโฆษณาผลิตภัณฑ์อาหารเสริม หรือแม้แต่จากบทสนทนาในชีวิตประจำวัน แต่สำหรับคนไทยนั้น การบริโภคอาหารที่มีจุลินทรีย์ดีไม่ใช่เรื่องใหม่เลย เพราะเราคุ้นเคยกับ "นมเปรี้ยว" และ "โยเกิร์ต" มาตั้งแต่เด็ก หรือแม้แต่ "แหนม" และ "ปลาร้า" ที่เป็นภูมิปัญญาในการถนอมอาหารมาอย่างยาวนาน ก็ล้วนมีส่วนประกอบของแบคทีเรียแลคติก (Lactic acid bacteria) ซึ่งจัดเป็นจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพเช่นกัน
แต่แท้จริงแล้ว โพรไบโอติกส์คืออะไร มีประโยชน์อย่างไร และเราควรเลือกบริโภคแบบไหน บทความนี้จะพาคุณไปทำความรู้จักกับเหล่าจุลินทรีย์ตัวจิ๋วแต่แจ๋ว ที่มีบทบาทสำคัญต่อสุขภาพร่างกายของเรา

โพรไบโอติกส์คืออะไร?
โพรไบโอติกส์ (Probiotics) คือ จุลินทรีย์ขนาดเล็ก หรือ จุลินทรีย์มีชีวิต ซึ่งส่วนใหญ่เป็นแบคทีเรีย และยีสต์ ที่เมื่อเข้าสู่ร่างกายแล้วจะให้ประโยชน์ต่อสุขภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระบบทางเดินอาหาร
จริง ๆ แล้ว คำว่า โพรไบโอติกส์” (Probiotics) มาจากภาษากรีก โดยมีรากศัพท์จากคำว่า “pro” (προ) = เพื่อ / สนับสนุน และ “bios” (βίος) = ชีวิต เมื่อนำมารวมกัน “pro-bios” จึงมีความหมายว่า “เพื่อชีวิต” หรือ “ส่งเสริมชีวิต” ซึ่งสะท้อนถึงคุณสมบัติหลักของโพรไบโอติกส์ คือ จุลินทรีย์มีชีวิตที่ให้ประโยชน์ต่อสุขภาพของร่างกาย โดยเฉพาะระบบทางเดินอาหาร เมื่อได้รับในปริมาณที่เหมาะสม
นอกจากนี้องค์การอนามัยโลก (WHO) และองค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ได้ให้คำนิยามไว้ว่า "โพรไบโอติกส์” คือ จุลินทรีย์ที่มีชีวิต ซึ่งเมื่อรับประทานในปริมาณที่เหมาะสมแล้ว จะส่งผลดีต่อสุขภาพของโฮสต์ (ร่างกายของคนและสัตว์)
โพรไบโอติกส์มีกี่ชนิด? และแต่ละชนิดช่วยในเรื่องอะไร?
จริง ๆ แล้วโพรไบโอติกส์นั้นมีหลายสายพันธุ์ ซึ่งแต่ละสายพันธุ์นั้นจะมีหน้าที่และประโยชน์ที่แตกต่างกัน โดยสายพันธุ์หลัก ๆ ที่มีการศึกษาวิจัยมากที่สุด ได้แก่
-
แลคโตบาซิลลัส (Lactobacillus) เป็นจุลินทรีย์กลุ่มที่พบมากที่สุดในโยเกิร์ต นมเปรี้ยว และอาหารหมักดองชนิดต่าง ๆ มีประโยชน์ในการช่วยย่อยอาหาร โดยเฉพาะน้ำตาลแลคโตสในนม จึงเหมาะสำหรับผู้ที่มีอาการแพ้นมวัว นอกจากนี้ยังช่วยสร้างสมดุลของจุลินทรีย์ในลำไส้ และบางสายพันธุ์ยังช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันด้วย
-
สายพันธุ์ยอดนิยม Lactobacillus acidophilus, Lactobacillus casei, Lactobacillus rhamnosus, Lactobacillus reuteri
-
ไบฟิโดแบคทีเรียม (Bifidobacterium) พบมากในลำไส้ของคนเราตั้งแต่แรกเกิด และเป็นจุลินทรีย์กลุ่มสำคัญที่ช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรียก่อโรค รวมถึงช่วยสร้างวิตามินและสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกาย
-
สายพันธุ์ยอดนิยม Bifidobacterium bifidum, Bifidobacterium longum, Bifidobacterium breve, Bifidobacterium lactis
-
สเตรปโตคอคคัส (Streptococcus) เป็นกลุ่มจุลินทรีย์ที่ช่วยในการหมักอาหารและสร้างกรดแลคติก
-
สายพันธุ์ยอดนิยม Streptococcus thermophilus
-
แซคคาโรไมซิส (Saccharomyces) เป็นกลุ่มของยีสต์ที่มีประโยชน์
-
สายพันธุ์ยอดนิยม Saccharomyces boulardii ซึ่งมีการศึกษาว่าช่วยรักษาและป้องกันอาการท้องเสียที่เกิดจากการใช้ยาปฏิชีวนะ
โดยโพรไบโอติกส์แต่ละสายพันธุ์ของก็มีคุณสมบัติที่แตกต่างกันไป บางสายพันธุ์อาจเด่นในเรื่องการช่วยย่อยอาหาร บางสายพันธุ์อาจเน้นการเสริมภูมิคุ้มกัน เป็นต้น

บทบาทและกลไกการทำงานของโพรไบโอติกส์ในร่างกาย
โพรไบโอติกส์ไม่ได้แค่เข้ามาในระบบทางเดินอาหารแล้วหายไป แต่มีบทบาทสำคัญในการทำงานร่วมกับร่างกายของเราในหลายมิติ เช่น
-
ปรับสมดุลจุลินทรีย์ในลำไส้ (Microbiome Balance) โพรไบโอติกส์จะเข้าไปเพิ่มจำนวนและสร้างสมดุลให้กับเหล่าจุลินทรีย์ดีในลำไส้ ช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์ก่อโรค และช่วยลดอาการท้องเสียหรือท้องผูก
-
ช่วยในการย่อยและดูดซึมสารอาหาร (Intestinal Barrier Function) โพรไบโอติกส์บางชนิดจะผลิตเอนไซม์ที่ช่วยย่อยอาหาร ทำให้ร่างกายสามารถดูดซึมสารอาหารที่จำเป็นได้ดียิ่งขึ้น เช่น ช่วยย่อยแลคโตสในนม
-
กระตุ้นการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน (Immune Modulation) ลำไส้ของเราเป็นที่ตั้งของเซลล์ภูมิคุ้มกันถึง 70-80% ของร่างกายทั้งหมด โพรไบโอติกส์จึงมีบทบาทสำคัญในการกระตุ้นและเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยลดความเสี่ยงของการติดเชื้อและอาการภูมิแพ้
-
การผลิตสารต่างๆ ที่มีประโยชน์ โพรไบโอติกส์จะผลิตกรดไขมันสายสั้น (Short-Chain Fatty Acids: SCFAs) ที่เป็นอาหารของเซลล์ลำไส้ เช่น กรดบิวทีเรต (Butyrate) ซึ่งเป็นแหล่งพลังงานหลักของเซลล์ในลำไส้ใหญ่ ช่วยให้ลำไส้แข็งแรงและลดการอักเสบ นอกจากนี้ยังผลิตวิตามินบางชนิด เช่น วิตามินเค และวิตามินบีด้วย
ประโยชน์ของโพรไบโอติกส์ต่อสุขภาพ
จากบทบาทการทำงานที่หลากหลาย ทำให้โพรไบโอติกส์มีประโยชน์ต่อสุขภาพในหลาย ๆ ด้าน
-
สุขภาพระบบทางเดินอาหาร: ช่วยรักษาและป้องกันอาการท้องผูก ท้องเสีย และอาการลำไส้แปรปรวน (IBS) นอกจากนี้ยังช่วยลดอาการไม่สบายท้องที่เกิดจากการใช้ยาปฏิชีวนะได้
-
สุขภาพระบบภูมิคุ้มกัน: ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้แข็งแรง ลดความเสี่ยงของการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจส่วนบน เช่น ไข้หวัด
-
สุขภาพผิวหนัง: มีการศึกษาพบว่าการบริโภคโพรไบโอติกส์ช่วยลดอาการของโรคผิวหนังบางชนิด เช่น โรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง (Atopic Dermatitis)
-
สุขภาพช่องคลอด: โพรไบโอติกส์บางชนิด เช่น Lactobacillus rhamnosus และ Lactobacillus reuteri สามารถช่วยรักษาสมดุลของค่า pH และป้องกันการเจริญเติบโตของแบคทีเรียที่ก่อให้เกิดโรคในช่องคลอดและระบบทางเดินปัสสาวะได้ จึงช่วยลดความเสี่ยงในการติดเชื้อได้
-
สุขภาพจิตและอารมณ์: งานวิจัยหลายชิ้นชี้ให้เห็นถึงความเชื่อมโยงระหว่างลำไส้และสมอง (Gut-Brain Axis) การมีจุลินทรีย์ที่สมดุลในลำไส้สามารถช่วยลดความเครียด ความวิตกกังวล และอาการซึมเศร้าได้ เนื่องจากลำไส้ผลิตสารสื่อประสาทหลายชนิด เช่น เซโรโทนิน ซึ่งส่งผลต่ออารมณ์และพฤติกรรม
-
ช่วยควบคุมน้ำหนัก โพรไบโอติกส์บางชนิด เช่น Lactobacillus gasseri, Lactobacillus rhamnosus, Lactobacillus plantarum และ Bifidobacterium lactis ช่วยในการควบคุมน้ำหนักได้ โดยมีส่วนช่วยในการเผาผลาญไขมัน ลดการสะสมไขมันในร่างกาย และควบคุมความอยากอาหาร ซึ่งอาจส่งผลดีต่อผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำหนัก

โพรไบโอติกส์มีอันตรายหรือไม่?
โดยทั่วไปแล้ว การบริโภคโพรไบโอติกส์ถือว่าปลอดภัย และแทบไม่ก่อให้เกิดผลข้างเคียงใด ๆ เนื่องจากเป็นจุลินทรีย์ที่มีอยู่แล้วตามธรรมชาติในร่างกาย แต่บางคนที่เพิ่งเริ่มต้นกินนั้น อาจมีอาการไม่สบายท้องเล็กน้อย เช่น มีแก๊สในกระเพาะอาหาร หรือท้องอืด ซึ่งเป็นผลจากการปรับสมดุลของจุลินทรีย์ในลำไส้ และอาการเหล่านี้มักจะหายไปเองเมื่อร่างกายคุ้นชินแล้ว อย่างไรก็ตาม ผู้ที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง เช่น ผู้ป่วยมะเร็งที่ได้รับเคมีบำบัด หรือผู้ป่วยที่มีการผ่าตัดลำไส้ ควรปรึกษาแพทย์ก่อน เนื่องจากอาจมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อได้
โพรไบโอติกส์ และ พรีไบโอติกส์ เหมือนหรือต่างกันอย่างไร?
เชื่อว่านี่คงเป็นคำถามที่หลายคนสงสัยและมักสับสนอยู่เสมอว่า โพรไบโอติกส์กับพรีไบโอติกส์นั้นคือสิ่งเดียวกันหรือไม่ งั้นเรามาไขข้อสงสัยนี้
-
โพรไบโอติกส์ (Probiotics) คือ "ตัวจุลินทรีย์มีชีวิต" หรือ "จุลินทรีย์ดี" ที่เรากินเข้าไป
-
พรีไบโอติกส์ (Prebiotics) คือ "อาหารของจุลินทรีย์" ซึ่งส่วนใหญ่เป็นใยอาหารที่ไม่ถูกย่อยในระบบทางเดินอาหาร เช่น ฟรุกโตโอลิโกแซคคาไรด์ (FOS) และอินูลิน (Inulin) การทำงานของทั้งสองนั้น "สอดคล้องกัน" ถ้าเปรียบเทียบโพรไบโอติกส์เป็น "คนงาน" พรีไบโอติกส์ก็คือ "อาหาร" ที่ทำให้คนงานแข็งแรงและทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพนั่นเองค่ะ การบริโภคทั้งสองอย่างร่วมกันจึงยิ่งช่วยส่งเสริมการทำงานของจุลินทรีย์ดีได้ดียิ่งขึ้น
การเลือกกินโพรไบโอติกส์
การเลือกโพรไบโอติกส์จากผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ควรพิจารณาดังนี้
-
จำนวนและชนิดของจุลินทรีย์ ควรมีปริมาณจุลินทรีย์ที่เพียงพอต่อการให้ประโยชน์ทางสุขภาพ ซึ่งโดยทั่วไปแล้วควรมีปริมาณตั้งแต่ 1,000 ล้านตัวขึ้นไปต่อหนึ่งหน่วยบริโภค และควรมีหลากหลายสายพันธุ์เพื่อประสิทธิภาพสูงสุด
-
เลือกจากผู้ผลิตที่น่าเชื่อถือ มีการรับรองจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
สำหรับผู้ที่ต้องการเพิ่มจุลินทรีย์ดีให้กับร่างกาย แต่ไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไร หรือมีข้อจำกัดในการบริโภคอาหาร เช่น แพ้นมวัว หรือไม่ชอบรสเปรี้ยวของนมเปรี้ยว หรือโยเกิร์ตละก็ ขอแนะนำ Probiotics 60 Billion Plus (60B+) จาก Body Shape เลยค่ะ

Probiotics 60 Billion Plus (60B+) จาก Body Shape โดดเด่นด้วยการรวบรวม จุลินทรีย์โพรไบโอติกส์มากถึง 16 สายพันธุ์ ที่คัดสรรมาอย่างพิถีพิถัน และที่สำคัญคือมีจำนวน จุลินทรีย์มีชีวิตสูงถึง 60,000 ล้านตัว ซึ่งถือว่าเป็นปริมาณที่สูงสุดในท้องตลาดเลยทีเดียว แต่ผลิตภัณฑ์ของเรานั้นไม่ได้มีแค่ โพรไบโอติกส์เท่านั้น เรายังใส่ พรีไบโอติกส์ อย่าง อินูลิน และ กรดแลคติก (Lactic Acid) ซึ่งเป็นอาหารชั้นดีของจุลินทรีย์ดีในลำไส้ เมื่อโพรไบโอติกส์และพรีไบโอติกส์ทำงานร่วมกันแบบนี้ เราจะเรียกว่า ซินไบโอติกส์ ซึ่งช่วยเสริมประสิทธิภาพให้การทำงานของจุลินทรีย์ดีมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
สุดท้ายนี้โพรไบโอติกส์ไม่ใช่เพียงแค่กระแสสุขภาพ แต่เป็นจุลินทรีย์ที่มีบทบาทสำคัญในการสร้างสมดุลและเสริมสร้างความแข็งแรงให้กับร่างกายของเรา ตั้งแต่ระบบทางเดินอาหารไปจนถึงระบบภูมิคุ้มกัน การเลือกบริโภคอาหารที่มีโพรไบโอติกส์เป็นประจำ หรือการเสริมด้วยผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่ได้มาตรฐานอย่าง Probiotics 60 Billion Plus (60B+) จึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการดูแลสุขภาพจากภายในสู่ภายนอก เพื่อให้คุณมีสุขภาพที่ดีและใช้ชีวิตได้อย่างเต็มที่ในทุกวันค่ะ
อ้างอิง
https://ods.od.nih.gov/factsheets/Probiotics-HealthProfessional/
https://www.nature.com/articles/s41598-024-62796-4
https://www.mdpi.com/2311-5637/10/9/444
