ข้ามไปที่เนื้อหา
ช้อปครบ 300 บาท ส่งฟรี! มีบริการเก็บเงินปลายทาง
Free Shipping for Orders over 300 THB
ช้อปครบ 300 บาท ส่งฟรี! มีบริการเก็บเงินปลายทาง
Free Shipping for Orders over 300 THB
ช้อปครบ 300 บาท ส่งฟรี! มีบริการเก็บเงินปลายทาง
Free Shipping for Orders over 300 THB
เข้าสู่ระบบ
0

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าปัจจุบันนี้ผู้คนหันมาใส่ใจเรื่องของสุขภาพกันมากขึ้น การมองหาอาหารที่มีประโยชน์และเสริมสร้างให้ร่างกายแข็งแรงคือสิ่งที่ทุกคนให้ความสำคัญ และหนึ่งในสารอาหารที่ถูกพูดถึงบ่อยและเป็นที่นิยมอย่างแพร่หลายคงหนีไม่พ้น Omega 3 ชื่อของ "โอเมก้า 3" กลายเป็นหนึ่งในสารอาหารที่ถูกพูดถึงบ่อยครั้ง ไม่ว่าจะเป็นในโฆษณาผลิตภัณฑ์อาหารเสริม, ฉลากนมสำหรับเด็ก, บทความด้านสุขภาพต่าง ๆ, หรือแม้แต่บทสนทนาในชีวิตประจำวัน จึงไม่แปลกใจเลยว่าทำไมใครหลาย ๆ คนอาจจะคุ้นเคยกับคำนี้เป็นอย่างดี

แต่เบื้องหลังความคุ้นเคยนี้ หลายคนอาจยังไม่เข้าใจว่า แท้จริงแล้ว "โอเมก้า 3" คืออะไร? ทำไมจึงมีความสำคัญต่อร่างกายของเรา? และไขมันดีนี้มีประโยชน์อย่างไรบ้าง? บทความนี้เราจะพาทุกคนไปเจาะลึกทุกแง่มุมของโอเมก้า 3 เพื่อให้คุณสามารถเลือกใช้โอเมก้า 3 ได้อย่างถูกต้องและปลอดภัยที่สุดค่ะ

โอเมก้า 3 (Omega 3) คือกลุ่มของกรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน (Polyunsaturated Fatty Acids หรือ PUFAs) ซึ่งเป็นไขมันที่ดีและจำเป็นต่อร่างกาย แต่ร่างกายไม่สามารถสร้างขึ้นเองได้ จึงจำเป็นต้องได้รับจากอาหารเท่านั้น โอเมก้า 3 มีบทบาทสำคัญในการเป็นส่วนประกอบของเยื่อหุ้มเซลล์ทั่วร่างกาย และมีส่วนช่วยในการทำงานของระบบต่าง ๆ โดยโอเมก้า 3 มีหลายชนิด แต่ชนิดที่สำคัญและเป็นที่รู้จักมากที่สุดมี 3 ชนิดหลัก ๆ ได้แก่

  • ALA (Alpha-Linolenic Acid) เป็นโอเมก้า 3 ชนิดที่พบมากในพืช เช่น เมล็ดแฟลกซ์ (flaxseed), เมล็ดเจีย (chia seed) และวอลนัท (walnut) ซึ่งร่างกายสามารถเปลี่ยน ALA ไปเป็น EPA และ DHA ได้ แต่ในปริมาณที่ค่อนข้างน้อย

  • EPA (Eicosapentaenoic Acid) เป็นโอเมก้า 3 จากอาหารทะเล ที่พบมากในปลาทะเลน้ำลึก เช่น ปลาแซลมอน, ปลาแมคเคอเรล, ปลาทูน่า และสาหร่ายบางชนิด โดย EPA ช่วยลดระดับไตรกลีเซอไรด์ในเลือด ป้องกันไขมันอุดตันในเส้นเลือด ป้องกันการเกาะตัวของเกล็ดเลือด ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงของโรคหลอดเลือดหัวใจและหลอดเลือดสมองอุดตัน นอกจากนี้ยังช่วยในการบรรเทาอาการข้อเข่าเสื่อม และโรคไขข้ออักเสบ 

  • DHA (Docosahexaenoic Acid) เป็นโอเมก้า 3 ที่พบมากจากอาหารทะเล ในแหล่งเดียวกับ EPA โดยเฉพาะในสมองและจอประสาทตา ซึ่ง DHA มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาสมอง และดวงตา โดยเฉพาะในวัยเด็กและผู้สูงอายุ ช่วยเสริมสร้างและป้องกันการเสื่อมของสมอง การเรียนรู้ ความจำ ตลอดจนระบบการมองเห็นให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ น้ำมันปลาที่มีกรดโอเมก้า 3 จึงมีความจำเป็นต่อระบบหัวใจและหลอดเลือดนั่นเอง 

โอเมก้า 3 ทำงานอย่างไร?

โอเมก้า 3 คือหนึ่งในกรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อนที่จำเป็นต่อร่างกายของเราอย่างมาก ซึ่งมีหน้าที่สำคัญหลายอย่าง เช่น

  • สร้างและซ่อมแซมเซลล์ โอเมก้า 3 เป็นส่วนประกอบสำคัญของผนังเซลล์ ทำให้เซลล์ต่าง ๆ ทั่วร่างกายทำงานได้ดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งเซลล์สมองและเซลล์ดวงตา

  • ให้พลังงาน นอกจากนี้ โอเมก้า 3 ยังเป็นแหล่งพลังงานให้ร่างกายนำไปใช้ในการทำกิจกรรมต่าง ๆ และยังช่วยให้ระบบหัวใจ หลอดเลือด และระบบต่อมไร้ท่อทำงานได้เป็นปกติด้วย

ประโยชน์ของโอเมก้า 3

โอเมก้า 3 คือกรดไขมันจำเป็นที่ร่างกายสร้างเองไม่ได้ จึงต้องได้รับจากการบริโภคอาหารเท่านั้น กรดไขมันชนิดนี้มีความสำคัญต่อสุขภาพอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของการช่วยลดการอักเสบภายในร่างกายที่อาจนำไปสู่โรคต่าง ๆ ได้ เช่น

  • บำรุงหัวใจและหลอดเลือด โอเมก้า 3 ช่วยให้เลือดไหลเวียนได้ดีขึ้น ลดความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดสมอง โดยช่วยลดการเกาะตัวของเกล็ดเลือด ทำให้หลอดเลือดไม่อุดตัน และช่วยลดระดับไตรกลีเซอไรด์ ซึ่งเป็นไขมันชนิดไม่ดี

  • ช่วยลดความดันโลหิต โอเมก้า 3 ช่วยให้หลอดเลือดขยายตัว เลือดจึงไหลเวียนได้สะดวกขึ้น ทำให้ความดันโลหิตลดลง

  • บรรเทาอาการปวดข้อ สำหรับผู้ป่วยโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ การรับประทานโอเมก้า 3 ควบคู่ไปกับการรักษาทางการแพทย์จะช่วยลดอาการปวด บวม และตึงตามข้อต่อได้

  • บำรุงสมองและป้องกันโรคอัลไซเมอร์ โอเมก้า 3 โดยเฉพาะ DHA มีส่วนช่วยบำรุงสมอง เพิ่มความจำ และช่วยลดความเสี่ยงของโรคสมองเสื่อมหรืออัลไซเมอร์ได้

  • ช่วยควบคุมเบาหวาน ในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 การได้รับ EPA จากโอเมก้า 3 มีส่วนช่วยในการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด

  • บรรเทาอาการไมเกรนและหอบหืด โอเมก้า 3 ช่วยลดการอักเสบในร่างกาย ซึ่งเป็นสาเหตุของอาการปวดไมเกรนและหอบหืด ทำให้ช่วยบรรเทาอาการเหล่านี้ได้

  • บำรุงสุขภาพตา งานวิจัยบางชิ้นชี้ว่าการกินอาหารที่มีโอเมก้า 3 สูงอาจช่วยลดความเสี่ยงของโรคจอประสาทตาเสื่อมได้ แต่ไม่ได้ช่วยให้อาการของโรคดีขึ้นแต่อย่างใด

ข้อเสียจากการขาดโอเมก้า 3 

อย่างที่เราได้บอกในข้างต้นแล้วว่าโอเมก้า 3 เป็นกรดไขมันจำเป็นที่ร่างกายไม่สามารถผลิตเองได้ ถ้าเราได้รับโอเมก้า 3 ไม่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย อาจส่งผลเสียต่อสุขภาพหลายด้าน ได้แก่

ผลกระทบทางร่างกาย

  • ผิวหนังและเส้นผม ผิวแห้ง ระคายเคือง เป็นสิว ผมร่วง ผมแห้งเปราะบาง

  • สุขภาพข้อต่อ อาการปวดข้อหรือข้ออักเสบเพิ่มขึ้น

  • ระบบภูมิคุ้มกัน ระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอลง ทำให้เจ็บป่วยและติดเชื้อได้ง่าย

  • ปัญหาสายตา ตาแห้ง และอาจมีปัญหาสายตาในเด็ก

  • สุขภาพหัวใจและหลอดเลือด เพิ่มความเสี่ยงของโรคหัวใจและหลอดเลือด

ผลกระทบทางระบบประสาทและสมอง

  • ความจำและการเรียนรู้ ความจำไม่ดี สมาธิลดลง และอาจส่งผลต่อการทำงานของสมอง

  • อารมณ์ อารมณ์แปรปรวน ภาวะซึมเศร้า หรือความเครียด

  • พัฒนาการของทารก ทารกในครรภ์ที่ไม่ได้รับโอเมก้า 3 จากมารดาอย่างเพียงพอ อาจมีความเสี่ยงต่อปัญหาการมองเห็นและระบบประสาท

แหล่งอาหารที่มีโอเมก้า 3 

จริง ๆ แล้วแหล่งที่มาของโอเมก้า 3 มีทั้งจากธรรมชาติและในรูปแบบอาหารเสริม โดยแบ่งออกเป็นประเภทหลัก ๆ ดังนี้

1. จากสัตว์ (มี EPA และ DHA)

  • ปลาทะเลน้ำลึก เป็นแหล่งโอเมก้า 3 ที่ดีที่สุดและร่างกายสามารถนำไปใช้ได้ทันที เช่น ปลาแซลมอน, ปลาแมคเคอเรล, ปลาซาร์ดีน, ปลาทูน่า, ปลาเฮอร์ริ่ง และปลาทู

  • อาหารทะเลอื่นๆ หอยนางรม และหอยแมลงภู่ ก็เป็นแหล่งของโอเมก้า 3 เช่นกัน

  • ปลาน้ำจืด ปลาบางชนิดที่หาทานได้ง่ายในไทยก็มีโอเมก้า 3 เช่น ปลากะพงขาว และปลานิล

2. จากพืช (มี ALA)

  • เมล็ดพืช เมล็ดแฟลกซ์, เมล็ดเจีย, ควินัว, เมล็ดกัญชง

  • ถั่ว ถั่ววอลนัท, ถั่วเหลือง

  • น้ำมันพืช น้ำมันคาโนลา, น้ำมันเมล็ดแฟลกซ์

  • ผักใบเขียว ผักปวยเล้ง และผักตระกูลกะหล่ำ เช่น บรอกโคลี

3. จากอาหารเสริม อาหารเสริมโอเมก้า 3 มักมาในรูปแบบของ "น้ำมันปลา" (fish oil) ซึ่งมี EPA และ DHA เป็นส่วนประกอบหลัก นอกจากนี้ยังมีน้ำมันจากสาหร่าย (algal oil) ซึ่งเป็นอีกทางเลือกที่ได้รับความนิยม

4. น้ำมันพืช น้ำมันพืชบางชนิดอุดมไปด้วยโอเมก้า 3 เช่น น้ำมันถั่วเหลือง หรือน้ำมันคาโนล่า โดยสามารถนำน้ำมันพืชเหล่านี้มาปรุงอาหารได้

สุดท้ายนี้ การได้รับ “โอเมก้า 3” อย่างเพียงพอนั้นถือเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งต่อร่างกาย โดยเฉพาะการเลือกรับประทานอาหารที่มีโอเมก้า 3 สูง เช่น ปลาทะเลน้ำลึก, ถั่ว, และเมล็ดพืชต่าง ๆ ควบคู่ไปกับการรับประทานอาหารที่หลากหลายในแต่ละวัน เป็นวิธีที่ดีที่สุดในการได้รับสารอาหารที่จำเป็นนี้ แต่หากคุณไม่สามารถบริโภคอาหารเหล่านี้ได้อย่างสม่ำเสมอ การเลือก ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ก็เป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจ อย่างไรก็ตาม ควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่ได้มาตรฐานและควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนเสมอ 

แต่ไม่ว่าจะเลือกวิธีใด สิ่งสำคัญคือการรับประทานโอเมก้า 3 ในปริมาณที่พอเหมาะ ควบคู่ไปกับการ ออกกำลังกาย และ พักผ่อนให้เพียงพอ เพื่อให้ร่างกายได้รับประโยชน์สูงสุด และรักษาสมดุลสุขภาพโดยรวมไว้นั่นเองค่ะ

รถเข็น

ขณะนี้รถเข็นของคุณว่างเปล่า

เริ่มช้อปปิ้ง

เลือกตัวเลือก