ข้ามไปที่เนื้อหา
ช้อปครบ 300 บาท ส่งฟรี! มีบริการเก็บเงินปลายทาง
20% OFF! ใช้โค้ด BDSMAR26
ช้อปครบ 300 บาท ส่งฟรี! มีบริการเก็บเงินปลายทาง
20% OFF! ใช้โค้ด BDSMAR26
ช้อปครบ 300 บาท ส่งฟรี! มีบริการเก็บเงินปลายทาง
20% OFF! ใช้โค้ด BDSMAR26
เข้าสู่ระบบ
0

เคล็ดลับการนอน นอนอย่างไรให้ได้คุณภาพ 

ในยุคที่เราใช้ชีวิตแบบเร่งรีบกันจนเป็นเรื่องปกติ หลายคนยอมสละเวลาพักผ่อนไปกับการปั่นงานให้ทันเดดไลน์ หรือบางทีพองานเสร็จแทนที่จะรีบนอน เรากลับเลือกไถมือถือต่ออีกสักชั่วโมงเพื่อเป็นการชดเชยที่ทั้งวันไม่ได้พัก จนรู้ตัวอีกทีก็จะขึ้นเช้าวันใหม่แล้ว ผลที่ตามมาคือความรู้สึกเหมือนแบตเตอรี่เสื่อมที่ชาร์จเท่าไหร่ก็ไม่เต็มเสียที ตื่นมาพร้อมความง่วงเหงาหาวนอน สมองเบลอ ๆ กาแฟกี่แก้วก็เอาไม่อยู่ หลายคนอาจคิดว่า ไม่เป็นไรหรอก เดี๋ยวค่อยไปนอนชดเชยในวันหยุดเอา หรือบางคนก็คุ้นชินกับการนอนหลับ ๆ ตื่น ๆ จนมองว่าเป็นเรื่องธรรมดา แต่ในความเป็นจริงแล้ว ร่างกายของเรานั้นกำลังส่งสัญญาณเตือนภัยเงียบ ๆ อยู่ตลอดเวลาว่าคุณภาพชีวิตของเรากำลังลดลงตามคุณภาพการนอนที่หายไป

บทความนี้ เราจะพาทุกคนมาทำความรู้จักกับการนอนให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ว่านอนแบบไหนถึงจะเรียกว่ามีคุณภาพอย่างแท้จริง รวมถึงเจาะลึกอันตรายของการนอนแบบหลับ ๆ ตื่น ๆ รวมไปถึงความเชื่อเรื่องการนอนชดเชยว่าช่วยได้จริงไหม ไปจนถึงทำความเข้าใจกับโรคนอนไม่หลับ ที่กำลังคุกคามชีวิตใครหลาย ๆ คน พร้อมทั้งบอกเทคนิคนอนยังไงให้มีคุณภาพ เพื่อให้ทุกค่ำคืนของคุณคือการพักผ่อนที่แท้จริง

ก่อนจะเข้าเรื่องเรามารู้กันก่อนดีกว่าว่าการนอนหลับคืออะไร

การนอนหลับไม่ใช่แค่การปิดสวิตช์ร่างกายชั่วคราว แต่เป็นกระบวนการทางชีววิทยาที่ซับซ้อนและจำเป็นต่อชีวิต วงจรการนอนหลับเปรียบเสมือนการเดินทางรอบโลกของร่างกายในแต่ละคืน โดยระหว่างที่เรานอนหลับ ร่างกายจะไม่หยุดนิ่ง แต่กำลังทำงานอย่างหนักเพื่อซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ และเตรียมพร้อมสำหรับวันใหม่ โดยวงจรการนอนหลับคือกระบวนการที่สมองและร่างกายเข้าสู่การพักผ่อน ฟื้นฟูพลังงานและซ่อมแซมระบบต่าง ๆ ที่สึกหรอในแต่ละวัน เป็นกระบวนการที่ซับซ้อน ซึ่งควบคุมโดยระบบประสาทและฮอร์โมน

ทำไมคนเราต้องนอน? อย่างที่เราได้บอกไปในข้างต้นแล้วว่า ในช่วงที่เรานอนหลับ ร่างกายจะเข้าสู่โหมดการซ่อมแซม ฟื้นฟู และปรับสมดุลระบบต่าง ๆ ทำให้นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่า “การนอนหลับ” คือกระบวนการที่จำเป็นอย่างยิ่งต่อการมีสุขภาพที่ดีในระยะยาว โดยการนอนหลับจะส่งผลต่อร่างกายหลัก ๆ ดังนี้

  • ด้านสมองและระบบประสาท

การนอนหลับจะเปิดโอกาสให้สมองได้พักจากความเหนื่อยล้า ทำให้สมองทำงานได้ดีขึ้น มีสติ มีความทรงจำและมีสมาธิมากยิ่งขึ้น ช่วงเวลาที่นอนหลับ สมองจะมีระบบทำความสะอาดสมองอัตโนมัติที่เรียกว่า Glymphatic System ซึ่งจะทำงานอย่างเต็มประสิทธิภาพในช่วงที่นอนหลับลึก โดยเฉพาะในช่วง Deep Non-REM Sleep เมื่อเซลล์สมองหดตัวลงถึง 60% ทำให้เกิดช่องว่างให้น้ำไขสันหลังไหลเวียนเข้าไปชะล้างของเสียอันตราย เช่น หินปูนและโปรตีนที่เป็นสาเหตุของโรคอัลไซเมอร์ออกจากสมอง 

  • ด้านร่างกาย

การนอนหลับเพียงพอจะช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยป้องกันการติดเชื้อและโรคต่าง ๆ ช่วยควบคุมระดับฮอร์โมนในร่างกาย ช่วยให้กล้ามเนื้อได้พักผ่อนและซ่อมแซมตัวเอง มีความสำคัญต่อการเจริญเติบโตทั้งทางร่างกายและสมอง

  • ด้านความจำและการเรียนรู้

หากเราไม่สามารถเข้าสู่การนอนหลับแบบ REM ได้จะทำให้มีปัญหาในการจดจำสิ่งที่ได้เรียนรู้ไปก่อนที่จะหลับ และจากการศึกษาโดยใช้หนูเป็นตัวทดลองพบว่าการอดนอน REM เพียง 4 วันส่งผลต่อการเพิ่มจำนวนเซลล์ในส่วนของสมองที่ก่อให้เกิดความจำระยะยาว

  • ด้านการป้องกันโรค 

จากงานวิจัยพบว่าผู้ที่ได้ REM Sleep น้อยอาจมีความเสี่ยงต่อโรคสมองเสื่อมสูงขึ้น โดยทุก ๆ 1% ที่ REM sleep ลดลง จะเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดโรคสมองเสื่อมถึง 9% 

วงจรการนอนหลับ (Sleep Cycle) คืออะไร?

การนอนหลับของมนุษย์เกิดขึ้นเป็นระยะ ๆ ต่อเนื่องกันเป็นวงจร ที่ประกอบด้วย 2 ช่วงสำคัญ คือ Non-REM Sleep (การนอนหลับแบบไม่มีการเคลื่อนไหวของลูกตา) และ REM Sleep (การนอนหลับแบบมีการเคลื่อนไหวของลูกตาอย่างรวดเร็ว) ซึ่งทั้งสองช่วงนี้มีความสำคัญต่อสุขภาพของเราอย่างมาก 

โดยใน 1 รอบการนอนนั้นใช้เวลาประมาณ 90 นาที ซึ่งประกอบไปด้วยช่วง Non-REM ประมาณ 80 นาทีและช่วง REM อีก 10 นาที ในหนึ่งคืนของการนอนควรจะมีจำนวนรอบการนอนประมาณ 3-6 รอบ จึงจะถือว่าเป็นการนอนที่ดีและมีประสิทธิภาพ

Non-REM Sleep (Non-Rapid Eye Movement Sleep) ช่วงเวลาแห่งการซ่อมแซมและพักฟื้น

ในช่วงของ Non-REM sleep ถ้าให้เปรียบก็จะเหมือนการชาร์จแบตเตอรี่ให้กับร่างกาย โดยจะแบ่งออกเป็น 3 ระยะ

  • ระยะที่ 1  NREM Stage 1 (หลับตื้น)

ระยะที่ 1 ช่วงเริ่มหลับ สมองจะทำงานช้าลง ดวงตาและกล้ามเนื้อต่าง ๆ เคลื่อนไหวช้าลง เป็นช่วงที่ตื่นได้ง่าย หากถูกปลุกขึ้นมาอาจรู้สึกเหมือนยังไม่ได้นอน และเนื่องจากกล้ามเนื้อเริ่มคลายตัวจึงทำให้อาการนอนกระตุกเกิดขึ้นได้ง่าย บางคนอาจจะเคยเจอปรากฎการณ์ ตกใจตื่น (Hypnic Jerk) หรือการรู้สึกเหมือนกำลังจะตกจากที่สูง แล้วก็สะดุ้งตัวตื่นขึ้นมา นอกจากนี้บางคนอาจจะได้ยินหรือเห็นอะไรบางอย่าง (Hypnagogic Hallucination) ซึ่งการนอนในระยะนี้ไม่ค่อยส่งผลต่อร่างกายมากเท่าไร

  • ระยะที่ 2  NREM Stage 2 (ก่อนหลับลึก)

ระยะที่ 2 ก่อนหลับลึก หรือเคลิ้มหลับ เป็นช่วงรอยต่อระหว่างเริ่มหลับไปยังหลับลึก ในระยะนี้หัวใจจะเริ่มเต้นช้าลง อุณหภูมิในร่างกายจะลดลงเล็กน้อย ปกติในช่วงนี้จะใช้เวลามากกว่า 50% ของการนอน ซึ่งการนอนในระยะนี้จะส่งผลต่อร่างกายทั้งกระตุ้นความจำระยะสั้น รวมถึงเพิ่มสมาธิได้

  • ระยะที่ 3 NREM Stage 3 (หลับลึก / Deep Sleep)

ระยะที่ 3 จะเป็นช่วง Deep Sleep เป็น stage ที่อัตราการเต้นของหัวใจต่ำที่สุด กล้ามเนื้อผ่อนคลายมากที่สุด growth hormone หลั่งเซลล์ต่าง ๆ กล้ามเนื้อ กระดูก ได้รับการซ่อมแซมและสร้างในช่วงนี้ เราจะถูกรบกวนในการตื่นได้ยากขึ้น แม้จะมีเสียงดังเกิดขึ้นตรงกับช่วง Deep Sleep ของเราพอดี เราอาจไม่ได้ยิน ไม่รู้สึกตัวตื่น 

การนอนหลับลึกเกิดขึ้นในระยะที่ 3 ของการนอนหลับ ช่วงที่นอนหลับลึก คลื่นสมองของเราจะอยู่ในระดับเดลต้า ซึ่งมีความถี่ 0.1-0.3 Hz โดยปกติแล้วเราจะเข้าสู่การนอนหลับลึกภายในหนึ่งชั่วโมงหลังจากหลับไป และช่วงการนอนหลับลึกจะสั้นลงเรื่อย ๆ เมื่อเวลาผ่านไป ถ้าถูกปลุกช่วงนี้จะงัวเงียมาก เพราะร่างกายจะอยู่ในภาวะพักผ่อนมากที่สุด

REM Sleep (Rapid Eye Movement Sleep) ช่วงเวลาแห่งการประมวลผลของสมอง

REM ย่อมาจาก Rapid Eye Movement หรือช่วงที่ลูกตาของเราขยับไปมาอย่างรวดเร็ว แม้ว่าร่างกายจะหลับสนิท แต่สมองกลับทำงานใกล้เคียงกับตอนที่เราตื่น

ช่วง REM Sleep เป็นช่วงสำคัญสำหรับพัฒนาการของสมอง การเรียนรู้ และความจำ โดยเฉพาะการประมวลผลข้อมูลทางอารมณ์และสร้างสรรค์ความคิดใหม่ ๆ มักจะเกิดขึ้นครั้งแรกหลังจากที่เรานอนหลับไปแล้วประมาณ 90 นาที และจะเกิดขึ้นซ้ำ ๆ ตลอดทั้งคืน โดยแต่ละรอบจะยาวนานขึ้นเรื่อย ๆ รอบแรกอาจจะสั้นเพียง 10 นาที แต่รอบสุดท้ายก่อนตื่นนอนอาจยาวถึง 60 นาที โดยเฉลี่ยแล้ว ผู้ใหญ่ที่นอน 7 ชั่วโมงต่อคืน จะเข้าสู่ช่วง REM ประมาณ 1.5-2.5 ชั่วโมง

วงจรการนอนหลับ (Sleep Cycle) ทำงานอย่างไร

ในขณะที่เราเริ่มหลับนั้นเราจะเข้าสู่ระยะ Non-REM ระยะที่ 1 และค่อย ๆ ไปสู่ระยะที่ 2, 3 ตามลำดับ แล้วจึงถอยกลับมาเข้าสู่ระยะ Non-REM จากระยะที่ 3 ไประยะที่ 2, 1 จากนั้นจึงเข้าสู่ ระยะ REM แล้วจึงเริ่มกลับมาเข้าสู่ระยะ Non-REM ระยะที่ 1, 2, 3 ใหม่อีกครั้ง ซึ่งเป็นการเริ่มรอบใหม่ของวงจรของการนอนหลับ

จากจุดเริ่มต้นของ REM ไปสู่จุดเริ่มต้นของ REM อีกรอบหนึ่ง จะเรียกว่า รอบการนอน (Sleep Cycle) ซึ่ง 1 รอบการนอนนั้นใช้เวลาประมาณ 90 นาที ซึ่งประกอบไปด้วยช่วง Non-REM ประมาณ 80 นาทีและช่วง REM อีก 10 นาทีในหนึ่งคืนของการนอน ควรจะมีจำนวนรอบการนอนประมาณ 3-6 รอบ จึงจะถือว่าเป็นการนอนที่ดีและมีประสิทธิภาพนั่นเอง

การนอนหลับที่มีคุณภาพ คือการที่มีการนอนหลับโดยผ่านทุกระยะของการนอนได้อย่างสมบูรณ์ เริ่มจาก "หลับตื้น" เพื่อค่อย ๆ ผ่อนคลาย เข้าสู่ "หลับลึก" เพื่อให้ร่างกายซ่อมแซมและฟื้นฟู ปิดท้ายด้วย "หลับฝัน” (REM sleep) ซึ่งเป็นช่วงที่สมองจัดระเบียบความคิดและความจำ หากทั้ง 3 ระยะนี้ทำงานได้ครบถ้วน จะทำให้ตื่นมาพร้อมความรู้สึกสดชื่น สมองปลอดโปร่ง และพร้อมรับมือกับวันใหม่อย่างมีพลัง

จริง ๆ แล้วการนอนหลับลึกไม่ได้ขึ้นอยู่กับระยะเวลาการนอนเท่านั้น แต่ขึ้นอยู่กับคุณภาพของการพักผ่อน เมื่อคุณปรับพฤติกรรมการนอนให้เหมาะสม สมองและร่างกายจะฟื้นตัวอย่างเต็มที่ ตื่นมาสดชื่น สมองโล่ง มีสมาธิ พร้อมรับวันใหม่อย่างมั่นใจ อีกทั้งยังช่วยลดความเครียด และป้องกันปัญหาความจำเสื่อมในระยะยาว 

10  วิธีง่าย ๆ ที่ช่วยให้ตื่นมาสดชื่นทุกวัน

1. นอนตรงเวลาทุกวัน

การนอนให้เป็นเวลา จะช่วยให้นอนหลับได้ง่ายขึ้น เพราะสมองจะจดจำว่า เวลานี้เราจะต้องนอน เราก็จะรู้สึกง่วงอัตโนมัติ และนอนหลับได้ดี เวลาของการเข้านอนที่ดีที่สุดคือ 4 ทุ่ม เพื่อให้ช่วงเที่ยงคืนเข้าสู่ช่วงหลับลึก จะได้รับ 'โกรทฮอร์โมน' (Growth Hormone) ในการซ่อมแซมร่างกาย 

2. ปิดไฟนอนในความมืดสนิท

แสงต่าง ๆ สามารถส่งผลกระทบต่อนาฬิกาชีวิตของเราได้ ความมืดจะเป็นสัญญาณที่ทำให้ร่างกายรับรู้ว่า นี่คือเวลาที่เหมาะสมแก่การนอน 

3. ไม่เล่นโทรศัพท์หรือทำงานก่อนนอน

แสงสีฟ้าจากหน้าจอมือถือหรือคอมพิวเตอร์มีผลต่อการหลั่ง “เมลาโทนิน” ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ทำให้เรารู้สึกง่วง ควรงดใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ก่อนนอน 1-2 ชั่วโมง เพื่อให้สมองเข้าสู่โหมดพักผ่อนได้เต็มที่

4. หลีกเลี่ยงคาเฟอีน แอลกอฮอล์ และบุหรี่ก่อนนอน

เครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน เช่น กาแฟ ชา น้ำอัดลม รวมถึงแอลกอฮอล์และบุหรี่ ล้วนกระตุ้นระบบประสาท ทำให้หลับยาก ดังนั้นจึงควรงดก่อนนอนอย่างน้อย 4 ชั่วโมง

5. หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายหนักก่อนนอน

แม้การออกกำลังกายจะดีต่อสุขภาพ แต่หากออกช่วงใกล้เวลานอนเกินไป จะทำให้ร่างกายตื่นตัว หัวใจเต้นเร็วขึ้น ส่งผลให้นอนหลับยาก โดยควรเว้นระยะอย่างน้อย 2-3 ชั่วโมงก่อนเข้านอน

6. จัดห้องนอนให้เหมาะสม

ห้องนอนที่เหมาะสมกับการนอน ควรเงียบ มืด อากาศเย็นพอดี และปลอดแสงรบกวนจากหน้าจอหรือไฟจ้า ๆ อุณหภูมิที่เหมาะสมอยู่ที่ประมาณ 24-26 องศาเซลเซียส จะช่วยให้ร่างกายผ่อนคลาย พร้อมเข้าสู่โหมดพักผ่อนได้ดียิ่งขึ้น

7. ผ่อนคลายก่อนนอน

ทำกิจกรรมผ่อนคลายจากความเครียดก่อนนอน เช่น ดูหนัง ฟังเพลง อ่านหนังสือ แช่น้ำอุ่น จุดเทียนหอม เพื่อให้สมองโล่งและหลับง่ายขึ้น

8. ยืดเหยียดกล้ามเนื้อเบา ๆ ก่อนนอน

การยืดเหยียดกล้ามเนื้อแบบ Progressive Muscle Relaxation เริ่มจากการเกร็งและคลายกล้ามเนื้อทีละส่วน จากเท้าถึงศีรษะ จะช่วยคลายความตึงเครียดทั้งร่างกายและจิตใจ 

9. งดอาหารหนักก่อนนอน

การรับประทานอาหารมื้อหนักก่อนนอนนั้นส่งผลให้ร่างกายต้องทำงานหนักในการย่อย ซึ่งใช้เวลาถึง 2-3 ชั่วโมง นอกจากจะทำให้นอนหลับยากแล้ว ยังอาจส่งผลให้เป็นกรดไหลย้อน

10. เน้นคุณภาพมากกว่าปริมาณ

การนอนที่ดีไม่ใช่แค่นอนให้พอ แต่ต้องนอนให้มีคุณภาพด้วย เพราะถึงแม้จะนอนครบ 8 ชั่วโมง แต่ถ้าหลับไม่ลึก ตื่นบ่อย หรือไม่ผ่านช่วงหลับฝันเลย ก็อาจตื่นมาพร้อมความง่วง อ่อนเพลีย ไม่สดชื่น

การหลับ ๆ ตื่น ๆ อันตรายกว่าที่คิด

การนอนหลับแบบหลับ ๆ ตื่น ๆ มักทำให้รู้สึกเหมือนนอนไม่เต็มอิ่ม หรือเหมือนไม่ได้นอนตลอดทั้งคืน โดยมีลักษณะอาการ เช่น นอนหลับยาก ใช้เวลานานกว่า 20 นาทีจึงจะหลับ ตื่นกลางดึกทุก 2-3 ชั่วโมง และเมื่อตื่นขึ้นแล้วมักหลับต่อได้ยาก ทำให้ช่วงเวลาการนอนในแต่ละครั้งสั้นเพียงประมาณ 2–3 ชั่วโมงก่อนจะตื่นขึ้นมาอีกครั้ง แม้บางคนจะนอนครบชั่วโมงที่ควรแล้ว แต่หากการนอนหลับไม่ลึก พักผ่อนไม่ต่อเนื่อง หรือมีอาการหลับ ๆ ตื่น ๆ บ่อยครั้ง ก็อาจส่งผลกระทบต่อร่างกายโดยไม่รู้ตัว ดังนี้

  • ร่างกายฟื้นตัวไม่เต็มที่ การนอนไม่ต่อเนื่องทำให้ร่างกายไม่ได้ผ่านช่วงหลับลึกหรือหลับฝันอย่างเหมาะสม ส่งผลให้กระบวนการซ่อมแซมเซลล์ เสริมสร้างภูมิคุ้มกัน และฟื้นฟูสมองทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ

  • ระบบหัวใจและหลอดเลือดทำงานหนัก การสะดุ้งตื่นหรือหลับ ๆ ตื่น ๆ ซ้ำ ๆ อาจกระตุ้นระบบประสาทอัตโนมัติ ทำให้หัวใจเต้นเร็ว ความดันเลือกสูง และหลอดเลือดหดตัว ซึ่งเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดสมอง อัมพฤกษ์ อัมพาต และโรคหัวใจ

  • อารมณ์แปรปรวน สมาธิสั้นลง ผู้ที่นอนหลับไม่ต่อเนื่องมักตื่นมาแล้วรู้สึกไม่สดชื่น หงุดหงิดง่าย ไม่มีสมาธิ ทำงานได้ไม่เต็มที่ ซึ่งเป็นผลจากสมองที่ไม่ได้พักอย่างเพียงพอ

  • เสี่ยงต่อโรคเรื้อรังในระยะยาว จากงานวิจัยหลาย ๆ งานพบว่าการนอนหลับไม่มีคุณภาพเชื่อมโยงกับความเสี่ยงของโรคเรื้อรังต่าง ๆ เช่น เบาหวาน ความดันสูง และโรคอ้วน

  • ไม่สามารถเข้าสู่ระยะการนอนหลับที่สำคัญได้ครบถ้วน โดยเฉพาะช่วงหลับลึกและหลับฝันที่มีบทบาทต่อการจดจำ อารมณ์ และสุขภาพสมอง หากร่างกายถูกรบกวนในช่วงนี้บ่อย ๆ สมองจะล้า และทำให้ร่างกายจะเหนื่อยล้าสะสม

  • เสี่ยงต่ออันตรายจากการง่วงนอนในตอนกลางวัน เมื่อนอนไม่เต็มอิ่ม ร่างกายจะพยายามชดเชยด้วยอาการง่วงในช่วงกลางวัน ซึ่งอาจส่งผลต่อการเรียน การทำงาน ความปลอดภัยในการทำงานหรือการขับขี่ยานภาหนะต่าง ๆ

การนอนเยอะสามารถชดเชยเวลานอนได้หรือไม่?

หลายคนอาจจะเคยคิดว่านอนน้อยไม่เป็นไรหรอก เดี๋ยววันหยุดค่อยนอนชดเชยเอาก็ได้ งั้นมาดูกันเลยดีกว่าว่าทฤษฎีการนอนชดเชยนี้ได้ผลรึเปล่า ตอบคือ การนอนชดเชยนั้นทำได้ แต่อาจไม่สามารถชดเชยได้อย่างเต็มที่ เนื่องจากเหตุผลดังนี้

  • การนอนมากเกินไปอาจทำให้รู้สึกเพลียมากกว่าเดิม
    หากนอนเกินกว่า 7–8 ชั่วโมงเป็นประจำ อาจทำให้รู้สึกตื่นมายิ่งง่วง งัวเงีย และไม่สดชื่น เพราะร่างกายอาจหลุดจากวงจรการนอนที่สมดุล

  • นอนชดเชย 1 วัน อาจไม่เพียงพอ หากอดนอนสะสมหลายวัน
    หากอดนอนต่อเนื่องหลายคืน การนอนวันเดียวอาจไม่สามารถชดเชยได้ทั้งหมด ร่างกายอาจต้องการเวลา 2-3 วันจึงจะเริ่มรู้สึกดีขึ้น

  • การนอนกลางวันช่วยได้ แต่ไม่ควรนานเกินไป
    หากนอนกลางวันเกิน 60 นาที อาจทำให้เข้าสู่ช่วงหลับลึก แล้วตื่นขึ้นมาจะรู้สึกงัวเงีย ดังนั้นควรนอนสั้น ๆ ประมาณ 20-30 นาที เพราะจะช่วยรีเฟรชร่างกายได้ดีกว่า

  • การนอนแบบกระจายเป็นช่วง ๆ ไม่ได้ผลดีเท่ากับนอนต่อเนื่อง
    การนอนสั้น ๆ แล้วตื่นหลายครั้งในคืนเดียว (เช่น หลับ ๆ ตื่น ๆ) จะทำให้ร่างกายไม่เข้าสู่ช่วงหลับลึกหรือหลับฝันได้เต็มที่ ซึ่งส่งผลต่อสมองและการฟื้นฟูร่างกาย

  • การนอนสะสมล่วงหน้า (sleep banking) อาจช่วยได้บ้างในบางกรณี
    ถ้ารู้ล่วงหน้าว่าจะต้องอดนอน เช่น ทำงานกะดึกหรือเดินทางข้ามเขตเวลา (time zone) การนอนให้มากขึ้นล่วงหน้าก็อาจช่วยลดผลกระทบได้บางส่วน

  • คุณภาพของการนอนสำคัญกว่าปริมาณ
    แม้จะนอนครบชั่วโมง แต่หากหลับไม่ลึกหรือหลับไม่ต่อเนื่อง ก็อาจยังรู้สึกอ่อนเพลีย ดังนั้นควรเน้นการนอนให้มีคุณภาพ มากกว่าการนอนให้เยอะ

สัญญาณที่บ่งบอกว่าคุณกำลังนอนไม่เพียงพอ

เมื่อคุณไม่ง่วงนอนตอนกลางคืน แต่รู้สึกง่วงนอนในตอนกลางวัน อ่อนเพลียไม่มีแรง สมาธิไม่ดี หรือความจำแย่ลง ซึ่งหากคุณพบว่าตัวเองมีอาการเหล่านี้อย่างน้อย 3 ครั้งต่อสัปดาห์ อาจถึงเวลาที่ต้องใส่ใจเรื่องการพักผ่อนอย่างจริงจังได้แล้ว

สัญญาณที่พบบ่อยได้แก่

1. อารมณ์เหวี่ยงง่าย หงุดหงิดบ่อย

เวลาพักผ่อนไม่พอ สมองส่วนที่ควบคุมอารมณ์อย่าง อะมิกดาล่า (Amygdala)  จะไวต่อสิ่งเร้ามากขึ้น ทำให้เราหงุดหงิดง่ายขึ้นกว่าปกติ แม้เรื่องเล็กน้อยก็อาจกลายเป็นเรื่องใหญ่

2. สมองตื้อ คิดงานไม่ออก

สมองที่พักผ่อนไม่พอจะทำงานช้าลง ความสามารถในการจดจำ การตัดสินใจ และการคิดวิเคราะห์จะลดลงอย่างเห็นได้ชัด

3. หิวบ่อย โดยเฉพาะของหวานและของมัน

การนอนน้อยทำให้ฮอร์โมน เกรลิน (Ghrelin) หรือ ฮอร์โมนแห่งความหิว เพิ่มขึ้น และ เลปติน (Leptin) ฮอร์โมนที่ผลิตจากเซลล์ไขมันที่ควบคุมความหิวและความอิ่ม ลดลง ส่งผลให้คุณรู้สึกหิวบ่อยกว่าปกติ โดยเฉพาะของหวานและอาหารไขมันสูง

4. ปวดหัวโดยไม่มีสาเหตุ

หลายคนเข้าใจว่าปวดหัวเกิดจากความเครียดหรือจ้องจอนานเท่านั้น แต่จริง ๆ แล้ว การนอนไม่พอเป็นอีกสาเหตุหลัก ที่กระตุ้นให้หลอดเลือดในสมองบีบตัวผิดปกติ

5. ผิวโทรม หน้าไม่สดใส

ในช่วงหลับลึก ร่างกายจะหลั่ง Growth Hormone ที่ช่วยซ่อมแซมเซลล์ผิว แต่ถ้านอนไม่พอ เซลล์ผิวจะไม่ถูกฟื้นฟู ส่งผลให้ผิวหมองคล้ำ แห้งกร้าน และเกิดสิวง่าย

6. ระบบขับถ่ายรวน

การพักผ่อนมีผลต่อระบบย่อยอาหารโดยตรง ถ้านอนไม่พอ ลำไส้จะเคลื่อนไหวช้าลง หรือบางคนอาจท้องเสียง่าย เพราะระบบประสาทอัตโนมัติทำงานผิดปกติ

7. ป่วยง่าย ภูมิคุ้มกันตก

ร่างกายต้องใช้เวลานอนเพื่อผลิตเซลล์ภูมิคุ้มกัน ถ้าพักผ่อนไม่พอ ภูมิคุ้มกันจะอ่อนแอลงอย่างเห็นได้ชัด ทำให้เป็นหวัดบ่อย หรือเป็นแผลแล้วหายช้ากว่าปกติ

โรคนอนไม่หลับ (Insomnia)

โรคนอนไม่หลับ หรือ Insomnia คือ ความผิดปกติของวงจรการนอนหลับ (Sleep Disorder) เป็นปัญหาที่พบได้ทุกวัย ทุกอายุ เกิดขึ้นได้บ่อยตามข้อมูลการศึกษาพบได้ถึง ร้อยละ30-35 ของผู้ใหญ่ พบภาวะดังกล่าวได้บ่อยในวัยผู้สูงอายุ, ผู้ป่วยที่มีปัญหาเจ็บป่วยทางร่างกายหรือจิตใจ  ผู้ป่วยจะมีปัญหานอนไม่หลับทั้ง ๆ ที่มีโอกาสเพียงพอสำหรับการนอน ผลของการนอนไม่หลับทำให้ร่างกายเกิดความอ่อนเพลีย, ปวดศีรษะ, จิตใจเกิดความกังวลหรือมีผลต่อการคิดการตัดสินใจและการทำงานในช่วงกลางวัน

โรคนอนไม่หลับสามารถแบ่งได้หลายประเภทตามลักษณช่วงเวลาของการนอนไม่หลับ
  • Initial insomnia คือภาวะที่ผู้ป่วยมีปัญหานอนหลับยากใช้เวลานอนนานกว่าจะหลับภาวะดังกล่าวอาจสัมพันธ์กับภาวะวิตกกังวล

  • Maintinance insomnia คือภาวะที่ผู้ป่วยไม่สามารถนอนหลับได้ยาวมีการตื่นกลางดึกบ่อยภาวะดังกล่าวอาจเกี่ยวข้องกับปัญหาทางกาย เช่นภาวะหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้น

  • Terminal insomnia คือภาวะที่ผู้ป่วยตื่นเร็วกว่าเวลาที่ควรจะตื่นอาจพบได้ในผู้ป่วยที่มีภาวะซึมเศร้า

นอกจากนี้ถ้าแบ่งตามระยะเวลาที่เกิดโรคจะแบ่งได้สองกลุ่มคือ 
  • Adjustment insomnia (โรคการนอนไม่หลับจากการปรับตัว) ซึ่งผู้ป่วยมักเป็นฉับพลันตามหลังสถานการณ์ เช่นความเครียด, การเจ็บป่วย, ปัญหาวิตกกังวล, สถานที่นอนหรือสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป โดยเมื่อปัจจัยที่กล่าวไปหายไปอาการนอนไม่หลับก็มักกลับมาปกติ

  • Chronic insomnia (โรคการนอนไม่หลับเรื้อรัง) ผู้ป่วยจะมีภาวะนอนไม่หลับอย่างน้อย  3 ครั้งต่อสัปดาห์และเป็นมาอย่างน้อย  3 เดือน

สาเหตุและปัจจัยของโรคนอนไม่หลับ

สาเหตุของโรคนอนไม่หลับมักมาจากหลายปัจจัยร่วมกัน โดยแบ่งออกเป็นกลุ่มหลัก ๆ ได้ดังนี้

  • ปัจจัยด้านจิตใจ เป็นสาเหตุที่พบบ่อยที่สุด เช่น ความเครียดจากงานหรือการเรียน, ความวิตกกังวล, โรคซึมเศร้า หรืออาการแพนิก

  • ปัจจัยด้านสุขภาพร่างกาย อาการเจ็บป่วยที่ทำให้เกิดความไม่สบายตัว เช่น โรคกรดไหลย้อน, ปวดหลังเรื้อรัง, โรคหอบหืด หรือการเข้าห้องน้ำบ่อยตอนกลางคืน

  • ปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม แสงสว่างเกินไป, เสียงดังรบกวน, อุณหภูมิห้องที่ไม่เหมาะสม (ร้อนหรือหนาวเกินไป) หรือที่นอนที่ไม่สบาย

  • พฤติกรรมการใช้ชีวิต การดื่มเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน (กาแฟ, ชา, น้ำอัดลม) หรือแอลกอฮอล์ในช่วงเย็น

    • การเล่นมือถือหรือดูหน้าจอก่อนนอน (Blue Light ยับยั้งสารเมลาโทนิน)

    • การนอนไม่เป็นเวลา หรือการทำงานเป็นกะ (Shift work)

  • ปัจจัยด้านยา ยาบางชนิดมีผลข้างเคียงทำให้นอนไม่หลับ เช่น ยาลดความดันบางประเภท หรือยาแก้แพ้บางสูตร

อันตรายจากโรคนอนไม่หลับ

หากปล่อยไว้เรื้อรัง สมรรถภาพทางสมองจะลดลงอย่างเห็นได้ชัด ความจำระยะสั้นแย่ลง การตัดสินใจช้าลง (คล้ายคนเมาเหล้า) ระบบภูมิคุ้มกันจะอ่อนแอทำให้ป่วยง่าย และที่น่ากลัวที่สุดคือเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดหัวใจและสมองเสื่อม (Alzheimer’s) เนื่องจากสมองไม่มีช่วงเวลาในการล้างสารพิษออกจากเซลล์ประสาท

การดูแลและป้องกัน

การปรับสุขอนามัยการนอนเป็นวิธีป้องกันและรักษาเบื้องต้นที่ดีที่สุด

  • รักษาตารางเวลา เข้านอนและตื่นนอนให้ตรงเวลาทุกวัน (รวมถึงวันหยุด) เพื่อสร้างนาฬิกาชีวิตที่สมดุล

  • จัดสภาพแวดล้อม ห้องนอนควรจะ มืด เงียบ และเย็นสบาย

  • งดหน้าจอก่อนนอน หลีกเลี่ยงมือถือและคอมพิวเตอร์อย่างน้อย 1 ชั่วโมงก่อนนอน เปลี่ยนมาใช้วิธีอ่านหนังสือเล่มหรือฟังเพลงบรรเลงแทน

  • ระวังเรื่องอาหาร หลีกเลี่ยงมื้อหนักก่อนนอนอย่างน้อย 3 ชั่วโมง และงดคาเฟอีนหลังช่วงบ่าย

  • ผ่อนคลายร่างกาย ฝึกสมาธิ หรือการอาบน้ำอุ่นก่อนนอน เพื่อส่งสัญญาณให้ร่างกายรู้ว่าถึงเวลาพักผ่อนแล้ว

*** หากปรับพฤติกรรมแล้วแต่ยังนอนไม่หลับติดต่อกันเกิน 1 เดือน หรือการนอนไม่หลับส่งผลกระทบต่อการทำงานอย่างหนัก แนะนำให้ปรึกษาแพทย์เฉพาะทางด้านการนอนหลับ (Sleep Specialist) เพื่อตรวจหาสาเหตุที่แท้จริง ***

สุดท้ายนี้ การนอนหลับอย่างมีคุณภาพนั้นเป็นสิ่งสำคัญที่ทุกคนต้องใส่ใจ เพราะการนอนหลับที่ดีไม่ใช่แค่การนอนให้ครบชั่วโมง แต่คือการที่คุณสามารถก้าวเข้าสู่สภาวะหลับลึกที่ไร้การรบกวน มีการหลับที่ต่อเนื่อง และตื่นมาพร้อมกับความสดชื่นกระปรี้กระเปร่าพร้อมรับวันใหม่ หากเรายังคงละเลยคุณภาพของการนอนในระยะยาว ร่างกายจะเริ่มส่งสัญญาณประท้วง ทั้งในรูปของอารมณ์ที่แปรปรวน สมาธิที่ลดถอยลง ระบบภูมิคุ้มกันที่อ่อนแอลง จนนำไปสู่กลุ่มโรคเรื้อรังที่รักษายาก หลายคนอาจไม่รู้ตัวว่ากำลังเผชิญกับภาวะนอนไม่หลับเรื้อรัง เพราะคุ้นชินกับความรู้สึกเพลียสะสม หรือมองว่าการตื่นมากลางดึกเป็นเรื่องปกติ 

ถึงเวลาแล้วที่เราต้องหันกลับมาจัดลำดับความสำคัญให้กับการนอน สังเกตสัญญาณเตือนจากร่างกาย และปรับพฤติกรรมการนอนตั้งแต่วันนี้ อย่ารอให้ความเจ็บป่วยมาเป็นตัวบังคับให้คุณต้องพักผ่อน เพราะการนอนที่ดีคือของขวัญที่ล้ำค่าที่สุดที่คุณสามารถมอบให้กับตัวเองได้ในทุก ๆ วันนั่นเอง

เริ่มง่าย ๆ ที่คืนนี้ลองวางมือถือปล่อยวางเรื่องวุ่นวาย แล้วให้รางวัลตัวเองด้วยการนอนหลับที่มีคุณภาพดูสักครั้งแล้วจะรู้ว่าการนอนที่ดีนั้นเป็นยังไง

อ้างอิง

https://www.thensf.org/what-is-sleep-quality/

https://www-health-harvard-edu.translate.goog/healthy-aging-and-longevity/rem-sleep-what-is-it-why-is-it-important-and-how-can-you-get-more-of-it?_x_tr_sl=en&_x_tr_tl=th&_x_tr_hl=th&_x_tr_pto=tc

https://www.sleepfoundation.org/mental-health/ptsd-and-sleep

https://www.nestle-caribbean.com/stories/whats-sabotaging-your-sleep-quality

https://www.ncbi.nlm.nih.gov/books/NBK526132/

https://ubiehealth.com/doctors-note/poor-sleep-quality-5-signs-warning-dropping-82-dip32e4

รถเข็น

ขณะนี้รถเข็นของคุณว่างเปล่า

เริ่มช้อปปิ้ง

เลือกตัวเลือก