ข้ามไปที่เนื้อหา
ช้อปครบ 300 บาท ส่งฟรี! มีบริการเก็บเงินปลายทาง
Free Shipping for Orders over 300 THB
ช้อปครบ 300 บาท ส่งฟรี! มีบริการเก็บเงินปลายทาง
Free Shipping for Orders over 300 THB
ช้อปครบ 300 บาท ส่งฟรี! มีบริการเก็บเงินปลายทาง
Free Shipping for Orders over 300 THB
เข้าสู่ระบบ
0

ปฏิเสธไม่ได้เลยนะคะว่าในชีวิตประจำวันของใคร ๆ หลายคนนั้น "น้ำอัดลม" ไม่ได้เป็นเพียงแค่เครื่องดื่มที่ใช้ดับกระหาย แต่เป็นส่วนหนึ่งของชีวิต เป็นเครื่องดื่มคู่มื้ออาหารจานโปรด เป็นสัญลักษณ์ของความสดชื่นในยามบ่ายที่ง่วงซึม หรือเป็นรางวัลเล็ก ๆ น้อย ๆ หลังจากการทำงานหนักมาทั้งวัน ด้วยรสชาติที่หวานซ่าดื่มแล้วรู้สึกสดชื่น รวมถึงเข้าถึงได้ง่าย มีขายทั้งในร้านสะดวกซื้อ ซูเปอร์มาร์เก็ต และร้านอาหารเกือบทุกแห่ง จึงไม่แปลกใจเลยว่าทำไมน้ำอัดลมจึงกลายเป็นเครื่องดื่มที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในทุกเพศทุกวัย

แต่ภายใต้ความซ่าที่แสนสดชื่นนี้ หลายคนอาจหลงลืมไปว่าการดื่มน้ำอัดลมอย่างต่อเนื่องและในปริมาณมากนั้น ส่งผลกระทบต่อสุขภาพอย่างคาดไม่ถึง วันนี้เราจะพาคุณไปสำรวจเบื้องหลังความอร่อยของน้ำอัดลมกันว่ามีผลกระทบต่อสุขภาพยังไงบ้าง รวมถึงน้ำอัดลมมีน้ำตาลกับไม่มีน้ำตาล อย่างไหนอันตรายกว่ากัน? ไปจนถึงแนวทางในการควบคุมการดื่มน้ำอัดลมเพื่อสุขภาพที่ดีกันค่ะ 

“น้ำอัดลม” เครื่องดื่มเติมความสดชื่นยอดนิยมที่หลายคนไม่อาจหักห้ามใจ แต่รู้หรือไม่ว่าเครื่องดื่มสุดโปรดของใครหลาย ๆ คนนี้ เป็นเครื่องดื่มที่เรียกได้ว่ามีน้ำตาลสูง อีกทั้งไม่มีคุณค่าทางสารอาหารแถมยังให้แคลอรีในปริมาณมากอีกด้วย

แต่ในยุคที่ผู้คนเริ่มหันมาใส่ใจสุขภาพ น้ำอัดลมที่เชื่อว่าเป็นสาเหตุของโรคต่าง ๆ และปัญหาสุขภาพอื่น ๆ จึงถูกปรับให้ดูอันตรายน้อยลง เช่น การใช้สารให้ความหวานแทนน้ำตาลหรือน้ำตาลเทียม ซึ่งจะช่วยลดปริมาณแคลอรีที่ได้รับให้น้อยลงหรือไม่มีแคลอรี รวมถึงยังมีการเติมวิตามินแร่ธาตุต่าง ๆ เข้าไปเป็นหนึ่งในส่วนประกอบ ทว่าการใช้สารให้ความหวานทดแทนน้ำตาลนั้นปลอดภัยจริงหรือเปล่านั้นต้องมาดูกันเลย

น้ำอัดลมดื่มเยอะมีความเสี่ยงต่อสุขภาพยังไงบ้าง

การดื่มน้ำอัดลมในปริมาณมากและเป็นประจำก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อสุขภาพในหลายมิติ เนื่องจากน้ำอัดลมส่วนใหญ่มีส่วนประกอบหลักคือ น้ำตาลในปริมาณสูงและกรดคาร์บอนิก ซึ่งล้วนส่งผลกระทบต่อร่างกายโดยตรง ไม่ว่าจะเป็น

  • โรคอ้วนและเบาหวานประเภทที่ 2 การบริโภคน้ำตาลในปริมาณสูงจากน้ำอัดลมเป็นสาเหตุหลักของภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วน น้ำตาลที่ร่างกายได้รับอย่างรวดเร็วจะถูกเปลี่ยนเป็นพลังงานส่วนเกินและสะสมเป็นไขมัน นอกจากนี้ การที่ร่างกายต้องผลิตอินซูลินเพื่อควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดอย่างต่อเนื่อง ทำให้เซลล์เกิดภาวะดื้อต่ออินซูลิน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่นำไปสู่โรคเบาหวานประเภทที่ 2

  • ปัญหาสุขภาพฟัน น้ำตาลในน้ำอัดลมเป็นนั้นอาหารชั้นดีของแบคทีเรียในช่องปาก ซึ่งจะสร้างกรดออกมาทำลายเคลือบฟัน ทำให้เกิดฟันผุ นอกจากนี้น้ำอัดลมยังมีกรดคาร์บอนิกและกรดฟอสฟอริก ซึ่งเป็นกรดที่กัดกร่อนเคลือบฟันโดยตรง ทำให้ฟันสึกกร่อนและไวต่อความรู้สึก

  • ความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือด การศึกษาหลายชิ้นชี้ให้เห็นว่าการดื่มน้ำอัดลมที่มีน้ำตาลเป็นประจำมีความเชื่อมโยงกับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นของโรคหัวใจและหลอดเลือด ระดับน้ำตาลในเลือดที่สูงอย่างต่อเนื่องสามารถทำให้หลอดเลือดอักเสบและเกิดภาวะไขมันในเลือดสูง ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงของโรคหัวใจขาดเลือดและโรคหลอดเลือดสมอง


น้ำอัดลมธรรมดา กับน้ำอัดลมที่ไม่มีน้ำตาล (Diet/Zero Sugar) มีความเหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไรบ้าง?

ในปัจจุบัน ผู้บริโภคมีทางเลือกมากขึ้นด้วยน้ำอัดลมที่ไม่มีน้ำตาล (Diet/Zero Sugar) ซึ่งใช้สารให้ความหวานแทนน้ำตาล (Artificial Sweeteners) เช่น แอสปาร์เทม (Aspartame) หรือซูคราโลส (Sucralose) เพื่อคงรสชาติความหวานโดยไม่มีแคลอรี

  • ความเหมือน ทั้งน้ำอัดลมธรรมดาและน้ำอัดลมไม่มีน้ำตาล ให้รสชาติที่ซ่าและหวานคล้ายคลึงกัน มีกรดคาร์บอนิกเป็นส่วนประกอบหลัก และยังสามารถทำให้ฟันสึกกร่อนได้เช่นกัน 

  • ความแตกต่าง

    • แคลอรีและน้ำตาล น้ำอัดลมธรรมดามีน้ำตาลและแคลอรีในปริมาณสูงมาก (น้ำอัดลมขนาด 355 มิลลิลิตร มีน้ำตาลประมาณ 35-40 กรัม หรือเทียบเท่ากับน้ำตาลประมาณ 8-10 ช้อนชา) ในขณะที่น้ำอัดลมไม่มีน้ำตาลแทบไม่มีแคลอรีและน้ำตาลเลย

    • ผลกระทบต่อสุขภาพ แม้ว่าน้ำอัดลมไม่มีน้ำตาลจะช่วยลดการบริโภคน้ำตาลและแคลอรีได้ แต่ก็ยังคงมีข้อถกเถียงเกี่ยวกับผลกระทบของสารให้ความหวานแทนน้ำตาลต่อสุขภาพในระยะยาว การศึกษาบางชิ้นพบว่าการบริโภคสารให้ความหวานแทนน้ำตาลอาจส่งผลต่อจุลินทรีย์ในลำไส้ (Gut Microbiome) และอาจเพิ่มความเสี่ยงของโรคเมตาบอลิกในระยะยาวได้เช่นกัน อย่างไรก็ตาม องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้แนะนำให้ใช้สารให้ความหวานแทนน้ำตาลด้วยความระมัดระวังและไม่ควรใช้เพื่อลดน้ำหนัก

ดื่มน้ำอัดลมมาก ๆ เสี่ยงกับโรคอะไรบ้าง

นอกเหนือจากโรคอ้วนและเบาหวานที่กล่าวมาข้างต้น การดื่มน้ำอัดลมมากเกินไปยังเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคอื่น ๆ ได้อีกด้วย ไม่ว่าจะเป็น

  • โรคกระดูกพรุน กรดฟอสฟอริกในน้ำอัดลมบางชนิดอาจเข้าไปรบกวนสมดุลของแคลเซียมในร่างกาย ทำให้ร่างกายต้องดึงแคลเซียมจากกระดูกมาใช้เพื่อรักษาสมดุล ส่งผลให้กระดูกบางลงและเพิ่มความเสี่ยงของโรคกระดูกพรุนในระยะยาว

  • ภาวะไขมันพอกตับที่ไม่ได้เกิดจากแอลกอฮอล์ (NAFLD) การบริโภคน้ำตาลฟรุกโตส (Fructose) ในปริมาณสูงจากน้ำอัดลมสามารถส่งผลกระทบต่อการทำงานของตับโดยตรง ฟรุกโตสจะถูกเผาผลาญที่ตับและเปลี่ยนเป็นไขมันในที่สุด ทำให้เกิดภาวะไขมันพอกตับ ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคตับแข็งในระยะยาวได้

  • ภาวะความดันโลหิตสูง การบริโภคน้ำตาลในปริมาณสูงมีความเชื่อมโยงกับภาวะความดันโลหิตสูง ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงหลักของโรคหัวใจและหลอดเลือด 

ถ้าจะควบคุมการดื่มน้ำอัดลมเพื่อสุขภาพที่ดี ควรเริ่มจากไหนและทำยังไงบ้าง

สำหรับใครที่ติดน้ำอัดลม การเอาชนะความอยากและความกระหายอาจเป็นเรื่องยาก แต่การลดหรือเลิกดื่มน้ำอัดลมได้ถือเป็นก้าวสำคัญสู่การมีสุขภาพที่ดีขึ้น ถ้าใครไม่รู้ว่าจะเริ่มจากตรงไหน เรามีแนวทางในการลดน้ำอัดลมอย่างได้ผลที่สามารถทำตามอย่างค่อยเป็นค่อยไป มาฝากกัน

  1. ตั้งเป้าหมายที่ชัดเจน เริ่มต้นจากการตั้งเป้าหมายเล็ก ๆ เช่น "จะลดการดื่มน้ำอัดลมจากวันละ 2 ขวด เหลือสัปดาห์ละ 1 ขวด" หรือ "จะดื่มน้ำอัดลมเฉพาะวันเสาร์-อาทิตย์"  

  2. ค่อย ๆ ลดปริมาณ หากไม่สามารถเลิกดื่มได้ทันที ให้ลองลดปริมาณการดื่มลงทีละน้อย อาจจะเปลี่ยนจากขวดใหญ่เป็นขวดเล็ก หรือผสมน้ำเปล่าลงไปในน้ำอัดลมเพื่อเจือจางความหวาน

  3. หันมาดื่มเครื่องดื่มทางเลือก ลองหันมาดื่มน้ำเปล่า, น้ำเปล่าผสมมะนาวฝาน, ชาสมุนไพรไม่เติมน้ำตาล, หรือน้ำผลไม้คั้นสดที่ไม่ผ่านกระบวนการปรุงแต่ง แต่น้ำเปล่าเป็นเครื่องดื่มที่ดีที่สุดในการดับกระหายและให้ความชุ่มชื้นแก่ร่างกาย

  4. หาสาเหตุที่อยากดื่ม สังเกตว่าคุณมักจะดื่มน้ำอัดลมเมื่อไหร่ เช่น ดื่มตอนกินข้าว ดื่มตอนเครียด หรือดื่มเพราะเบื่อ เมื่อรู้สาเหตุแล้วก็สามารถหาทางแก้ไขได้ เช่น หากรู้สึกอยากเครื่องดื่มที่มีรสซ่ามาก ๆ ให้ลองดื่มโซดาผสมกับสารแต่งรสที่ไม่มีแคลอรี

  5. ปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์ ลองหันมาออกกำลังกาย และเข้านอนแต่หัวค่ำ เพราะการมีสุขภาพร่างกายที่ดี จะช่วยลดความอยากอาหารและเครื่องดื่มที่ไม่มีประโยชน์ได้

สุดท้ายนี้ แม้ว่าน้ำอัดลมจะมอบความสดชื่นและรสชาติที่ถูกใจ แต่ก็มาพร้อมกับความเสี่ยงต่อสุขภาพที่ไม่อาจมองข้ามได้ ทางที่ดีควรดื่มในปริมาณที่เหมาะสม หรือจะลองลดการดื่มและหันมาดื่มน้ำเปล่าแทนก็ได้ เพราะการดื่มน้ำเปล่าอย่างเพียงพอจะช่วยลดความอยากน้ำอัดลม และยังทำให้ร่างกายสดชื่นและทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ถ้าทำได้จะถือเป็นก้าวสำคัญในการดูแลสุขภาพตัวเองให้แข็งแรงและห่างไกลจากโรคร้ายต่าง ๆ ในระยะยาว เพราะสุขภาพที่ดีเริ่มต้นจากการที่เราเลือกสิ่งดี ๆ ให้กับร่างกายในทุกวันนั่นเอง

 

รถเข็น

ขณะนี้รถเข็นของคุณว่างเปล่า

เริ่มช้อปปิ้ง

เลือกตัวเลือก