ข้ามไปที่เนื้อหา
ช้อปครบ 300 บาท ส่งฟรี! มีบริการเก็บเงินปลายทาง
20% OFF! ใช้โค้ด BDSMAR26
ช้อปครบ 300 บาท ส่งฟรี! มีบริการเก็บเงินปลายทาง
20% OFF! ใช้โค้ด BDSMAR26
ช้อปครบ 300 บาท ส่งฟรี! มีบริการเก็บเงินปลายทาง
20% OFF! ใช้โค้ด BDSMAR26
เข้าสู่ระบบ
0

บรอกโคลี Superfood ใกล้ตัวที่มอบคุณค่ามากกว่าที่คุณคิด

เชื่อว่าใครหลาย ๆ คนที่เดินเลือกซื้อผักตามตลาดหรือซูเปอร์มาร์เก็ต ต่างต้องคุ้นหน้าคุ้นตาหรือเคยกินเจ้า "บรอกโคลี" มาอย่างแน่นอน ด้วยลักษณะเด่นที่เป็นพุ่มดอกสีเขียวเข้มคล้ายต้นไม้จิ๋ว รสชาติกรุบกรอบที่แฝงอยู่ในเมนูผัดผักบ้าง สลัดบ้าง หรือแม้แต่เป็นผักเคียงในจานสเต๊ก แต่รู้หรือไม่ว่าเจ้าผักหัวสีเขียว ๆ ที่ทุกคนเห็นผ่านตาจนเกือบจะมองข้ามไปนี้ ความจริงแล้วครองตำแหน่งซูเปอร์ฟู้ด (Superfood) มาอย่างยาวนานและเหนียวแน่นมาก

แล้วเคยสงสัยกันไหมว่า ทำไมเหล่านักโภชนาการ กลุ่มคนรักสุขภาพ หรือแม้แต่คุณหมอถึงได้ยกย่องและนิยมกินเจ้าบรอกโคลีกันเหลือเกิน? อะไรที่ทำให้บรอกโคลีโดดเด่นกว่าผักใบเขียวชนิดอื่น ๆ ถึงขนาดที่ถูกยกย่องว่าเป็นหนึ่งในผักที่มีประโยชน์ต่อร่างกายมากที่สุดในโลก ในบทความนี้เราจะพาทุกคนเจาะลึกไปทำความรู้จักกับเจ้าผักชนิดนี้ให้มากขึ้น ตั้งแต่สารอาหารที่ซ่อนอยู่ภายใน ไปจนถึงเคล็ดลับการกินที่ช่วยดึงศักยภาพของมันออกมาให้ถึงขีดสุด แล้วคุณจะรู้ว่าบรอกโคลีไม่ใช่แค่ผักธรรมดา แต่เป็นขุมทรัพย์ทางโภชนาการที่คุณไม่ควรมองข้ามเลยแม้แต่นิดเดียว

บรอกโคลี คืออะไร? ทำไมถึงได้ครองตำแหน่ง Superfood

บรอกโคลี (Broccoli) มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Brassica oleracea var. italica จัดอยู่ในตระกูลกะหล่ำ (Cruciferous vegetables) เช่นเดียวกับกะหล่ำปลี กะหล่ำดอก และคะน้า มีต้นกำเนิดมาจากแถบทวีปยุโรปตอนใต้ หรือบริเวณประเทศอิตาลีในปัจจุบัน

เหตุผลที่บรอกโคลีถูกยกย่องให้เป็น Superfood ไม่ใช่เพียงเพราะมีวิตามินสูง แต่เป็นเพราะ "ความหนาแน่นของสารอาหาร" (Nutrient Density) ที่สูงมากเมื่อเทียบกับแคลอรีที่ได้รับ นอกจากนี้ยังมีสารประกอบทางชีวภาพ (Bioactive compounds) เฉพาะตัวที่หาได้ยากในพืชตระกูลอื่น โดยเฉพาะ "ซัลโฟราเฟน" (Sulforaphane) ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระทรงพลังที่มีงานวิจัยรองรับอย่างแพร่หลายในเรื่องการป้องกันโรคร้าย

สงสัยกันหรือไม่ว่าทำไมเหล่านักโภชนาการ หรือแพทย์ ถึงได้ขนาดนามให้บรอกโคลีเป็นขุมทรัพย์ทางโภขนาการ นั่นเป็นเพราะในบรอกโคลีนั้นอัดแน่นไปด้วยวิตามินที่ร่างกายต้องการในปริมาณมหาศาล รวมถึงสารประกอบออกฤทธิ์ทางชีวภาพที่สำคัญ ไม่ว่าจะเป็น

  • วิตามิน A (Beta-Carotene) 

บรอกโคลีประกอบด้วยแคโรทีนอยด์หลายชนิด รวมถึง Beta-carotene ซึ่งเป็นสารตั้งต้นของวิตามิน A และมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระที่ทรงพลัง Beta-carotene ในบรอกโคลียังมีศักยภาพในการป้องกันการเสื่อมถอยของสมองอีกด้วย

  • วิตามิน E (Tocopherols) 

โทโคเฟอรอลในบรอกโคลีทำหน้าที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ละลายในไขมัน คอยปกป้องเยื่อหุ้มเซลล์จากความเสียหายที่เกิดจากออกซิเดชัน โดย alpha-tocopherol ถือเป็นรูปแบบที่พบมากที่สุด คิดเป็น 78.5% ของปริมาณโทโคเฟอรอลทั้งหมด และเป็นรูปแบบที่ออกฤทธิ์ทางชีวภาพสูงสุดในมนุษย์

  • วิตามิน B9 (Folate / กรดโฟลิก) 

โฟเลตมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อสตรีมีครรภ์ เนื่องจากจำเป็นต่อการเจริญเติบโตของเนื้อเยื่อและการทำงานของเซลล์ตามปกติ โฟเลตเป็นสารอาหารที่จำเป็นสำหรับพัฒนาการของสมองและไขสันหลังของทารกในครรภ์

  • วิตามิน B6 (Pyridoxine) 

วิตามิน B6 เกี่ยวข้องกับกระบวนการเมแทบอลิซึมของกรดอะมิโน การผลิตเม็ดเลือดแดง และการสร้างสารสื่อประสาท (neurotransmitters) วิตามิน B6 ยังช่วยรักษาระดับโฮโมซิสเทอีนให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ และสนับสนุนการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน

  • วิตามิน B2 (Riboflavin) 

ไรโบฟลาวินมีความสำคัญต่อการผลิตพลังงาน สุขภาพดวงตา และการดูแลรักษาผิวหนังให้แข็งแรง รูปแบบออกฤทธิ์ของไรโบฟลาวินยังมีความจำเป็นต่อการสังเคราะห์ไนอาซิน กรดโฟลิก วิตามิน B6 และโปรตีนฮีม (Hemeprotein) ทั้งหมดในร่างกาย 

  • วิตามิน B1 (Thiamine) 

ไธอามีนช่วยให้ร่างกายแปลงคาร์โบไฮเดรตให้เป็นพลังงาน และสนับสนุนการทำงานของเส้นประสาทและกล้ามเนื้อ 

  •  วิตามิน B3 (Niacin) 

ไนอาซินมีบทบาทในการส่งสัญญาณระดับเซลล์ กระบวนการเมแทบอลิซึม และการสังเคราะห์รวมถึงซ่อมแซม DNA 

  • วิตามิน B5 (Pantothenic Acid) 

กรดแพนโทเทนิกช่วยให้ร่างกายได้รับพลังงานจากอาหาร และมีส่วนร่วมในการผลิตฮอร์โมนและคอเลสเตอรอล

และในบรอกโคลีมีสารประกอบออกฤทธิ์ทางชีวภาพที่สำคัญ (Bioactive Compounds) อย่าง

  • Sulforaphane (SFN) 

ซัลโฟราเฟนเป็นสารไอโซไทโอไซยาเนต (isothiocyanate) ที่ได้รับความสนใจอย่างมาก เนื่องจากมีฤทธิ์ต้านมะเร็ง ต้านความดันโลหิต ปกป้องหัวใจ และช่วยเสริมการรักษาโรคเบาหวานชนิดที่ 2 

กระบวนการสร้าง SFN เมื่อเนื้อเยื่อพืชได้รับความเสียหายจากการหั่นหรือเคี้ยว เอนไซม์ myrosinase จะทำปฏิกิริยากับสารกลูโคซิโนเลต ทำให้เกิดการสลายตัวและก่อรูปสารออกฤทธิ์ต่าง ๆ

บรอกโคลีสปราวต์ (Broccoli Sprouts) หรือต้นอ่อนบรอกโคลี มีประสิทธิภาพในการป้องกันมะเร็งสูงกว่าหัวบรอกโคลีที่โตเต็มที่ถึง 20–50 เท่า

ฤทธิ์ด้านระบบประสาท SFN แสดงฤทธิ์ปกป้องระบบประสาท และมีการนำไปใช้ในการรักษาภาวะสมองได้รับบาดเจ็บ โรคอัลไซเมอร์ และโรคพาร์กินสัน นอกจากนี้ยังพบว่าผู้ป่วยออทิซึมมีพัฒนาการด้านการปฏิสัมพันธ์ทางสังคม พฤติกรรม และการสื่อสารที่ดีขึ้นหลังการรักษาด้วยสารประกอบนี้

  • Glucosinolates และ Glucoraphanin

กลูโคซิโนเลตเป็นสารเมแทบอไลต์รอง (secondary metabolites) ที่พบมากในบรอกโคลีเป็นพิเศษ เป็นสารประกอบที่มีกำมะถัน ซึ่งเมื่อสลายตัวในร่างกายจะก่อให้เกิดสารต่อสู้มะเร็ง เช่น ซัลโฟราเฟน

บรอกโคลีมีสาร glucoraphanin สูง ซึ่งจะถูกแปลงเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ทรงพลังอย่างซัลโฟราเฟนในระหว่างการย่อยอาหาร การศึกษาในหลอดทดลองและในสัตว์บ่งชี้ว่าซัลโฟราเฟนอาจช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด คอเลสเตอรอล ความเครียดออกซิเดชัน และการพัฒนาของโรคเรื้อรัง 

  • Indole-3-Carbinol (I3C) 

บรอกโคลีเป็นแหล่งสำคัญของสาร indole-3-carbinol โดยมีปริมาณอยู่ที่ 77–117 มิลลิกรัมต่อ 100 กรัมของดอกบรอกโคลีสด การบริโภคสารนี้เชื่อมโยงกับการลดความเสี่ยงมะเร็ง 

Indole-3-carbinol เป็นสารอาหารเฉพาะที่พบในผักตระกูลกะหล่ำ และอาจมีประโยชน์ต่อการป้องกันมะเร็ง

  • Kaempferol 

Kaempferol เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่มีประโยชน์มากมาย อาจช่วยปกป้องจากโรคหัวใจ มะเร็ง การอักเสบ และภูมิแพ้ ในบรอกโคลีทุกสายพันธุ์ที่ศึกษา kaempferol เป็นฟลาโวนอยด์หลัก โดยมีปริมาณสูงกว่า quercetin ประมาณ 60%

  • Quercetin 

Quercetin เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่มีประโยชน์หลายด้าน รวมถึงการลดความดันโลหิตในผู้ที่มีระดับความดันสูง สาร xanthorhamnin ซึ่งเป็น quercetin glycoside ที่พบในบรอกโคลีนั้น มีฤทธิ์ต้านการอักเสบ ต้านอนุมูลอิสระ และปกป้องจากรังสี

  • Lutein และ Zeaxanthin 

บรอกโคลีมีสาร lutein และ zeaxanthin ซึ่งอาจช่วยป้องกันความเครียดออกซิเดชันและความเสียหายของเซลล์ในดวงตา แคโรทีนอยด์เหล่านี้ รวมถึง lycopene มีประโยชน์อย่างมีนัยสำคัญต่อสุขภาพของมนุษย์ 

  • Chlorophyll 

คลอโรฟิลล์เป็นสารที่ให้สีเขียวแก่บรอกโคลี และมีผลส่งเสริมสุขภาพที่มีศักยภาพ นอกจากนี้ยังพบว่าใบบรอกโคลีที่มักถูกทิ้งนั้นมีปริมาณแคโรทีนอยด์สูงที่สุด โดยเฉพาะ Beta-Carotene

  • Phenolic Acids (กรดฟีโนลิก) 

บรอกโคลีประกอบด้วยกรดฟีโนลิกหลายชนิด เช่น sinapic acid, gallic acid, และ caffeic acid โดย sinapic acid พบในปริมาณสูงสุดและมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ปกป้องระบบประสาท ปกป้องหัวใจ และต้านมะเร็ง 

  •  Antimicrobial Peptides (เปปไทด์ต้านจุลชีพ) 

บรอกโคลีมีเปปไทด์ต้านจุลชีพ (AMPs) ซึ่งออกฤทธิ์โจมตีเยื่อหุ้มของแบคทีเรีย เส้นทางเอนไซม์ และตัวกลางการอักเสบ ส่งผลให้มีประสิทธิภาพต่อเชื้อก่อโรคหลากหลายชนิด และมีการนำไปประยุกต์ใช้เป็นทางเลือกแทนยาปฏิชีวนะสังเคราะห์

ประโยชน์ของบรอกโคลี สุขภาพดีจากภายในสู่ภายนอก

1. ตัวช่วยในการลดน้ำหนักและเผาผลาญ

บรอกโคลีมีแคลอรีต่ำมาก (100 กรัม ให้พลังงานเพียงประมาณ 34 kcal) แต่กลับมีกากใยสูง ทำให้รู้สึกอิ่มนาน ลดการกินจุกจิก และมีค่า GI (Glycemic Index) ต่ำ ช่วยให้ระดับน้ำตาลในเลือดคงที่ ไม่เกิดการสะสมของไขมันใหม่ อีกทั้งยังมีงานวิจัยพบว่าสารในบรอกโคลีช่วยเพิ่มประสิทธิภาพระบบเผาผลาญไขมันได้อีกด้วย

2. ปรับระบบขับถ่ายให้สมดุล

ด้วยใยอาหาร (Fiber) ทั้งแบบละลายน้ำและไม่ละลายน้ำ บรอกโคลีจะช่วยทำหน้าที่เป็นไม้กวาด ทำความสะอาดลำไส้ ช่วยป้องกันอาการท้องผูก และเป็น Prebiotics หรืออาหารของจุลินทรีย์ตัวดีในลำไส้ ทำให้สุขภาพทางเดินอาหารโดยรวมดีขึ้นและลดความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่

3. ลดไขมันในหลอดเลือดและบำรุงหัวใจ

สารซัลโฟราเฟนช่วยลดการอักเสบของผนังหลอดเลือด ขณะที่ใยอาหารชนิดละลายน้ำในบรอกโคลีจะไปจับกับน้ำดีในทางเดินอาหารและขับออกทางอุจจาระ ส่งผลให้ตับต้องดึงคอเลสเตอรอลมาสร้างน้ำดีใหม่ จึงช่วยลดระดับ LDL (ไขมันเลว) ได้ นอกจากนี้ โพแทสเซียมยังช่วยลดความตึงเครียดของหลอดเลือด ทำให้หัวใจทำงานได้ง่ายขึ้น

4. ลดเชื้อโรคกระเพาะอักเสบ (H. pylori)

งานวิจัยพบว่าสารซัลโฟราเฟนในบรอกโคลี (โดยเฉพาะในต้นอ่อน) มีฤทธิ์ยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรีย Helicobacter pylori ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของโรคกระเพาะอาหารอักเสบและมะเร็งกระเพาะอาหาร

5. แหล่งโปรตีนพืชสูง

เมื่อเทียบกับผักส่วนใหญ่ บรอกโคลีถือว่ามีโปรตีนค่อนข้างสูง คิดเป็นประมาณ 29% ของน้ำหนักแห้ง (ประมาณ 2.8 กรัมต่อ 100 กรัม) จึงเหมาะมากสำหรับคนที่กินมังสวิรัติ หรือต้องการเสริมโปรตีนจากพืชเพื่อซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ

6. ต้านมะเร็งและชะลอวัย (Anti-Aging)

สารต้านอนุมูลอิสระกลุ่มฟลาโวนอยด์และแคโรทีนอยด์ในบรอกโคลีจะเข้าไปทำลายอนุมูลอิสระที่คอยทำร้ายเซลล์ ช่วยชะลอความเสื่อมของผิวพรรณ และยับยั้งการแบ่งตัวของเซลล์มะเร็งหลายชนิด เช่น มะเร็งเต้านม มะเร็งต่อมลูกหมาก และมะเร็งปอด

7. ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด

สารต้านอนุมูลอิสระในบรอกโคลีช่วยลดภาวะดื้ออินซูลิน (Insulin Sensitivity)  ทำให้ร่างกายจัดการกับน้ำตาลได้ดีขึ้น เหมาะสำหรับผู้ป่วยเบาหวานประเภทที่ 2

8. เสริมภูมิคุ้มกันและบำรุงผิวพรรณ

วิตามินซีและทองแดงในบรอกโคลีช่วยในการสร้างคอลลาเจน ทำให้ผิวยืดหยุ่น ดูอ่อนเยาว์ และช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันพร้อมสู้กับเชื้อโรค

หลายคนคงเห็นกันแล้วว่าบรอกโคลีนั้นมีประโยชน์มาก แต่ประโยชน์เยอะขนาดนี้สามารถกินทุกวันได้รึเปล่านะ?

นักโภชนาการยืนยันว่าการกินบรอกโคลีสม่ำเสมอช่วยลดความเสี่ยงโรคเรื้อรัง ทั้งมะเร็ง เบาหวานชนิดที่ 2 และโรคหัวใจ เพราะสารต้านอนุมูลอิสระในบรอกโคลีทำงานสะสมในระยะยาว การกินบรอกโคลีทุกวันยังช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ลดการอักเสบในลำไส้ เสริมสุขภาพหัวใจด้วยใยอาหารช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลที่ไม่ดี (LDL) และมีวิตามิน K ที่ช่วยเรื่องความยืดหยุ่นของหลอดเลือด

แต่ไม่จำเป็นต้องกินทุกวันก็ได้ประโยชน์เต็ม ๆ

มีงานวิจัยจาก Frontiers in Nutrition ที่ศึกษากลุ่มตัวอย่าง 12,486 คน พบว่าการกินบรอกโคลี 1–2 ครั้งต่อสัปดาห์ ก็ลดความเสี่ยงเสียชีวิตจากทุกสาเหตุได้ถึง 32–43% แล้ว และยิ่งกินบ่อยขึ้น ยิ่งลดความเสี่ยงโรคหัวใจ และมะเร็งได้เพิ่มขึ้น

UCLA Health แนะนำว่าการกินผักตระกูลกะหล่ำอย่างน้อย 3 ครั้งต่อสัปดาห์ ช่วยลดความเสี่ยงโรคหัวใจ ลำไส้แปรปรวน และความดันโลหิตสูงได้มากกว่า 50%

อย่างที่บอกไว้ข้างต้นการกินบรอกโคลีเป็นประจำถือเป็นนิสัยที่ดีต่อสุขภาพอย่างมาก อย่างที่ทุกคนทราบว่า บรอกโคลี คือหนึ่งใน Superfood ที่มีสารอาหารหนาแน่นที่สุดชนิดหนึ่ง แต่การกินทุกวันในปริมาณที่มากเกินไปก็มีข้อควรระวังบางประการที่ควรรู้ไว้ เช่นกัน 

  • ระบบย่อยอาหาร 

บรอกโคลีมีน้ำตาลเชิงซ้อนชื่อ Raffinose ซึ่งร่างกายย่อยยาก อาจทำให้เกิด อาการท้องอืด แก๊สในกระเพาะเยอะ หรือปวดท้องได้

  • การทำงานของต่อมไทรอยด์

การกินผักตระกูลกะหล่ำแบบดิบ ในปริมาณมากเกินไปอาจส่งผลต่อการทำงานของต่อมไทรอยด์ (Goitrogens) ดังนั้นควรสลับกินทั้งแบบสุกและดิบ หรือเน้นแบบปรุงสุกเพื่อความปลอดภัย

  • การแข็งตัวของเลือด เนื่องจากบรอกโคลีมีวิตามินเคสูงมาก ซึ่งมีหน้าที่ช่วยในการแข็งตัวของเลือด ผู้ที่รับประทานยาละลายลิ่มเลือด (เช่น Warfarin) ควรรับประทานในปริมาณที่สม่ำเสมอและปรึกษาแพทย์ ไม่ควรรับประทานมากเกินไปในครั้งเดียวเพราะอาจไปต้านฤทธิ์ของยาได้ 

สรุปคือ บรอกโคลีสามารถกินทุกวันได้ไม่มีผลเสียสำหรับคนทั่วไป แต่แค่ 1–3 ครั้ง/สัปดาห์ก็เพียงพอให้ได้ประโยชน์เต็ม ๆ แล้ว

เคล็ดลับการเลือก เก็บ และล้างบรอกโคลี

วิธีการเลือกบรอกโคลี

  • สี: เลือกหัวที่มีสีเขียวเข้มสม่ำเสมอ หรือเขียวอมม่วง (ถ้าเริ่มเหลืองแปลว่าเก่าและสารอาหารลดลง)

  • ดอก: ดอกต้องเกาะตัวกันแน่น ไม่บานแยกจากกัน

  • ก้าน: ก้านต้องแข็งตึง ไม่เหี่ยวหรือเป็นโพรงตรงกลาง

วิธีการเก็บรักษา

  • ไม่ควรล้างน้ำก่อนเก็บ เพราะความชื้นจะทำให้บรอกโคลีเน่าเร็ว

  • ใส่ถุงพลาสติกที่เจาะรูเล็กน้อย หรือห่อกระดาษทิชชู่อเนกประสงค์แล้วใส่กล่องปิดสนิท แช่ในช่องผัก จะอยู่ได้นาน 5-7 วัน

วิธีการล้างให้สะอาด

  • หั่นบรอกโคลีเป็นชิ้นพอดีคำ (เพื่อให้ล้างสิ่งสกปรกตามซอกดอกได้ทั่วถึง)

  • แช่ในน้ำผสม เบกกิ้งโซดา หรือ น้ำส้มสายชู ประมาณ 10-15 นาที เพื่อสลายยาฆ่าแมลง

  • ใช้เกลือนำไปแช่ในน้ำผสมเกลือเพื่อช่วยขับแมลงที่ซ่อนอยู่ภายในช่อดอก

  • ล้างผ่านน้ำไหลอีกครั้งโดยใช้มือถูเบา ๆ ตามดอกและก้าน เพื่อให้แน่ใจว่าฝุ่นและเศษดินหลุดออกหมด


เคล็ดลับการปรุงบรอกโคลีให้ได้สารอาหารสูงสุด

หลายคนอาจจะยังไม่ทราบ จริง ๆ แล้วก่อนที่จะนำบรอกโคลีไปทำอาหารนั้น เราควรหั่นบรอกโคลีทิ้งไว้ก่อนปรุง เพราะสารซัลโฟราเฟน (sulforaphane) ไม่ได้อยู่ในบรอกโคลีตั้งแต่แรก แต่มันจะเกิดขึ้นเมื่อสาร Glucoraphanin ผสมกับเอนไซม์ Myrosinase ซึ่งเอนไซม์นี้จะหลั่งออกมาเมื่อผักถูกหั่นหรือเคี้ยวเท่านั้น 

  • ห้ามต้มแล้วค่อยหั่น เพราะความร้อนจะทำลายเอนไซม์ Myrosinase ไปก่อนที่มันจะได้สร้างซัลโฟราเฟน

  • ควรหั่นก่อนปรุง 40 นาที การหั่นบรอกโคลีเป็นชิ้นเล็ก ๆ แล้วทิ้งไว้ประมาณ 40-90 นาทีก่อนนำไปผ่านความร้อน จะช่วยให้เอนไซม์ทำงานได้อย่างเต็มที่และสร้างสารต้านมะเร็งไว้ในเนื้อผัก แม้จะโดนความร้อนในภายหลัง สารซัลโฟราเฟนที่เกิดขึ้นแล้วจะทนทานกว่าเอนไซม์

วิธีปรุงที่ดีที่สุด

  • นึ่ง (Steaming) คือวิธีที่ดีที่สุด ควรนึ่งไม่เกิน 3-5 นาที เพื่อให้ผักยังคงความกรอบและรักษาเอนไซม์รวมถึงวิตามินซีไว้ได้มากที่สุด

  • ผัดเร็ว ๆ (Stir-fry) ใช้ไฟแรงและเวลาสั้น ๆ

  • กินสด ให้สารอาหารสูงสุดแต่กระเพาะบางคนอาจย่อยยากจนเกิดแก๊ส สำหรับผู้ที่มีปัญหาเรื่องไทรอยด์ไม่ควรทานปริมาณมากเกินไป

  • หลีกเลี่ยงการต้ม การต้มในน้ำนาน ๆ จะทำให้วิตามินที่ละลายในน้ำหลุดออกไปกับน้ำทิ้งถึง 50-60%

** ทริกการจำง่าย ๆ คือ บรอกโคลียิ่งโดนความร้อนนาน สารอาหารยิ่งหาย (การปรุงอาหารที่ใช้ความร้อนสูงและนานเกินไปจะทำลายเอนไซม์ Myrosinase ที่ช่วยสร้างสารซัลโฟราเฟน)**

สุดท้าย ถึงแม้ว่าบรอกโคลีจะมีประโยชน์มหาศาล แต่การมีสุขภาพที่แข็งแรงแบบยั่งยืนนั้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับอาหารชนิดใดชนิดหนึ่งเพียงอย่างเดียว หัวใจสำคัญคือการทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ในสัดส่วนที่เหมาะสมในทุกมื้อ พยายามสลับหมุนเวียนผักหลากสีเพื่อได้รับสารต้านอนุมูลอิสระที่หลากหลาย นอกจากการกินแล้ว ควรหมั่นออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอเพื่อให้ระบบไหลเวียนโลหิตและกล้ามเนื้อแข็งแรง และที่สำคัญที่สุดคือ การดื่มน้ำเปล่าสะอาดให้เพียงพอ อย่างน้อยวันละ 2-3 ลิตร เพื่อช่วยในกระบวนการขับของเสียและทำให้เซลล์ในร่างกายชุ่มชื้น

เพราะการดูแลสุขภาพคือการลงทุนระยะยาว เริ่มต้นวันนี้ด้วยการเพิ่มบรอกโคลีสักนิดในจานอาหารของคุณ แล้วคุณจะพบว่าพลังจากธรรมชาติเขียว ๆ นี้ให้ผลลัพธ์ที่คุ้มค่ากว่าที่คิด เพื่อสุขภาพที่แข็งแรงสมบูรณ์ในทุกด้านอย่างแท้จริง


อ้างอิง

https://pmc.ncbi.nlm.nih.gov/articles/PMC10376324/

https://nutranourish.com/blog/health-benefits-of-broccoli/

https://www.sciencedaily.com/releases/2023/04/230406152639.htm

https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/21906651/

https://westcorkpeople.ie/columnists/the-secret-to-broccolis-superfood-status/

รถเข็น

ขณะนี้รถเข็นของคุณว่างเปล่า

เริ่มช้อปปิ้ง

เลือกตัวเลือก